ศาสนาจักรและอาณาจักรต้องสมัครสมานสามัคคีกันจึงจะHappy ending

ทำให้บิสมาร์คซึ่งแต่เดิมเป็นผู้นำที่ได้รับความนิยมสูง กลับเสื่อมลงไปเรื่อยๆ ความที่สนใจแต่จะรบกับนักบวช ทำให้ บิสมาร์คไม่สนใจเศรษฐกิจ จักรวรรดิเจ๊งจนเงินในคลังไม่เหลือ http://winne.ws/n13797

702 ผู้เข้าชม
share
http://talenexpo.nl/hoofdstuk.php?mnu=11

เรื่องคุลทัวร์คัมพฟ์ หรือการต่อสู้กันระหว่างจักรวรรดิเยอรมันและคริสตจักรโรมันคาทอลิกซึ่งซัดกันอยู่นานถึง 6 ปี 

ที่เริ่มมาจากแคว้นปรัสเซียต้องการรวมแคว้นโน้นแคว้นนี้มาอยู่ด้วยกันเพื่อตั้งเป็นประเทศใหม่ใหญ่กว่าเก่าที่มีชื่อว่าจักรวรรดิเยอรมัน ซึ่งผู้คนในจักรวรรดิส่วนใหญ่นับถือคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์

การที่แคว้นอัลซาซ-ลอร์แรนจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิด้วย ทำให้สัดส่วนของชาวคาทอลิกเพิ่มเป็นร้อยละ 37 บิสมาร์คซึ่งเป็นอัครมหาเสนาบดีในตอนนั้นเห็นว่าจะเป็นอันตรายต่อจักรวรรดิจึงคิดจะกำจัด 

โดยเริ่มจากนักบวช เพราะนักบวชคาทอลิกมีอิทธิพลสูง และจงรักภักดีต่อสันตะปาปาที่กรุงโรมซึ่งเป็นศูนย์กลางอำนาจจากภายนอก การทะเลาะกันของศาสนจักรและอาณาจักรมีสาเหตุมาจากการแย่งมวลชนกันทั้งนั้นครับ บิสมาร์คไม่พอใจที่คนไปจดทะเบียนสมรสที่โบสถ์ ไม่จดที่อำเภอ คนพาลูกหลานไปเข้าโรงเรียนของโบสถ์ ไม่เข้าโรงเรียนรัฐ บิสมาร์คประกาศว่า

ชาติต้องมาก่อนศาสนจักร และศาสนาต้องอยู่ใต้อำนาจรัฐเพื่อตอบสนองต่อผลประโยชน์ของรัฐ ส่วนฝ่ายศาสนจักรนั้นบอกว่า ศาสนาจะต้องสูงสุดและอยู่เหนืออำนาจของรัฐชาติใดๆ ทั้งสิ้น

นอกจากปลดเสนาบดีกระทรวงศาสนาคนเดิมและตั้งคนใหม่แล้ว บิสมาร์คยังร่วมมือกับพวกนักการเมืองเสรีนิยมออก May Laws หรือกฎหมายเดือนพฤษภาคม 4 ฉบับ 

กำหนดให้คริสจักรอยู่ภายใต้รัฐ นักบวชห้ามเทศน์แสดงความเห็นทางการเมือง นักบวชคนไหนฝ่าฝืนต้องถูกขับออกจากตำแหน่งและถูกดำเนินคดี

กฎหมายผ่านสภาปุ๊บ บิสมาร์คก็สั่งจับนักบวชดัง 2 รูปปั๊บ คือ อาร์ชบิชอปแห่งเมืองโคโลญและเมืองเทรียร์ และทำให้โรงเรียนโบสถ์วัดต้องถูกปิดไปเป็นจำนวนมาก

รัฐสภาปรัสเซียผ่านกฎหมายระงับการให้ค่าใช้จ่ายแก่นักบวชระดับสูงของคริสต์ศาสนานิกายโรมันคาทอลิก จนกว่านักบวชพวกนั้นจะปฏิบัติตามกฎหมายเดือนพฤษภาคม

ต่อมารัฐสภาปรัสเซียก็ออกร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจรัฐบาลปิดวัดคาทอลิกและเนรเทศนักบวชทุกรูปออกไปจากปรัสเซียได้

กฎหมายที่เล่นงานนักบวชมักจะถูกทยอยผ่าน เพื่อให้มวลชนสงบและค่อยๆ รับได้ เมื่อกฎหมายเนรเทศนักบวชใช้ได้ผลแล้ว เดือนต่อมารัฐสภาปรัสเซียก็ออกกฎหมายให้รัฐยึดทรัพย์สินของโบสถ์และวัดคาทอลิกได้ 

และสามารถตั้งคณะกรรมการที่เป็นฆราวาสเข้าไปดูแลทรัพย์สินของวัดแทนนักบวชได้

เมื่อฆราวาสคุมทรัพย์สินของวัดได้สบายใจเฉิบแล้ว ปีต่อมา ก็มีการออกกฤษฎีกาฟัลค์ที่กำหนดให้การสอนศาสนาในระดับประถมศึกษานั้นจะสอนโดยนักบวชไม่ได้อีกต่อไป

แล้ว ต้องสอนโดยครูที่ได้รับการแต่งตั้งจากรัฐเท่านั้น เมื่อกฤษฎีกาฟัลค์ใช้ได้ผลแล้ว รัฐสภาปรัสเซียก็ผ่านพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมที่เรียกว่า Pulpit Law ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐนำนักบวชที่เทศน์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลไปดำเนินคดีอาญาได้ ยิ่งถูกบีบ 

พวกคาทอลิกก็ยิ่งรวมตัวกัน ทำให้พรรคคาทอลิกกลางเติบโตจนมีฐานเสียงมั่นคงทั้งในรัฐสภาระดับแคว้นและระดับประเทศ การออกกฎหมายพร่ำเพรื่อเพื่อเล่นงานพระ 

ทำให้บิสมาร์คซึ่งแต่เดิมเป็นผู้นำที่ได้รับความนิยมสูง กลับเสื่อมลงไปเรื่อยๆ ความที่สนใจแต่จะรบกับนักบวช ทำให้     บิสมาร์คไม่สนใจเศรษฐกิจ จักรวรรดิเจ๊งจนเงินในคลังไม่เหลือ  

บิสมาร์คต้องการให้พรรคคาทอลิกกลางช่วยดันกฎหมายปฏิรูปที่ให้รัฐจัดเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้น แกจึงเอาใจด้วยการค่อยๆ ยกเลิกกฎหมายเดือนพฤษภาคมทีละฉบับ อนุญาตให้บาทหลวงคืนสู่สถานภาพเดิม

 ปลดเสนาบดีกระทรวงศาสนาที่เล่นงานพระออกไป ให้โบสถ์กลับมาประกอบพิธีสมรสได้ มีการฟื้นฟูสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในการนับถือศาสนาและการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ฯลฯ

สงครามระหว่างศาสนจักรและอาณาจักรในเยอรมนีระหว่าง ค.ศ.1871-1887 ก็แฮปปี้เอนดิ้ง จบลงด้วยดี จบอย่างมีความสุขกันทุกฝ่ายครับ.


นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย([email protected])

: http://www.thairath.co.th/content/875502


ขอขอบคุณบทความจาก คุณนิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย ได้ความรู้และเข้ากับสถานการณ์บ้านเมืองในประเทศได้อย่างดี เราหวังว่าทุกอย่างจะแฮปปี้เอนดิ้ง เหมือนสงครามระหว่างศาสนจักรและอานาจักรในเยอรมัน 

แชร์