ย้อนศึกษา: การปิดสื่อในประวัติศาสตร์ไทย ทำไมส่วนมากมักเกิดในยุครัฐบาลคณะรัฐประหาร จริงหรือไม่?
บางท่านอาจจะยังไม่ทราบถึงประวัติศาสตร์ในการพยายามควบคุมสื่อฯและปิดสื่อฯในสังคมไทย และเพราะเหตุใดจุดเปลี่ยนสำคัญของสื่อมักจะเกิดในยุครัฐบาลที่มาจากคณะรัฐประหาร เราไปย้อนดูพร้อม ๆ กันเลยครับ http://winne.ws/n14324
ย้อนรอยการปิดสื่อในประวัติศาสตร์ไทย ทำไมส่วนมากถึงเกิดในยุครัฐบาลคณะรัฐประหาร แล้วหลังการรัฐประหาร 2 ครั้ง ในรอบ 10 ปี ปิดสื่อฯไปแล้วกี่ครั้ง?
หลายท่านคงทราบแล้วว่าเมื่อ 27 มีนาคม 2560 มีคำสั่งจากกสทช.ให้พักหน้าจอวอซ์ทีวีเป็นระยะเวลา 7 วัน แต่บางท่านอาจจะยังไม่ทราบถึงประวัติศาสตร์ในการพยายามควบคุมสื่อฯและปิดสื่อฯในสังคมไทย และเพราะเหตุใดจุดเปลี่ยนสำคัญของสื่อมักจะเกิดในยุครัฐบาลที่มาจากคณะรัฐประหาร เราไปย้อนดูพร้อม ๆ กัน
"ปว. 17"อาวุธเด็ดจอมพลสฤษดิ์ ถึง "ปร.42"
ก่อนยุคกึ่งพุทธกาล 2500 นักข่าวนักหนังสือพิมพ์ถูกคุกคามโดยอำนาจมืด ทั้งการล่ามโซ่แท่นพิมพ์ การข่มขู่คุกคาม จนเรามีคนยืนหยัดอย่าง อิศรา อมันตกุล หรือ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ที่ถูกการจองจำในคดี "กบฎสันติภาพ" โดยอยู่ภายใต้พ.ร.บ.การพิมพ์ ปี 2484 แต่หากจะนับการแทรกแซงและลิดรอนเสรีภาพสื่ออย่างเป็นรูปธรรมและมีอำนาจนอกกฎหมายรองรับ น่าจะนับเริ่มต้นในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์
ประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 17 ลงนามโดย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่ขึ้นมามีอำนาจจากการทำรัฐประหารในนาม "คณะปฏิวัติ 21 ต.ค.2501" มีสาระสำคัญเกี่ยวกับ "ภาระหน้าที่" ของหนังสือพิมพ์ ซึ่งประเด็นเกี่ยวกับ "สถาบันเบื้องสูง" และ "ลัทธิคอมมิวนิสต์" แต่สิ่งที่สอดไส้และครอบงำการทำงานของสื่อต่อมาเกือบ 20 ปี คือท่อนหนึ่งของประกาศฉบับดังกล่าวที่ว่า
"...ข้อความซึ่งเป็นการแสดงออกอย่างเคลือบคลุมว่า ได้มีการเสื่อมโทรมเลวทราม หรือผิดร้ายเสียหายในรัฐบาล หรือกระทรวง ทบวง กรม ในรัฐบาลโดยไม่แสดงว่าเป็นเรื่องใดข้อใด"
ซึ่งเป็นการตีความโดยกว้างเปิดทางให้รัฐสามารถเข้ามาแทรกแซงและปิดสื่อฯที่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐได้โดยง่าย และเป็นต้นทางของกฎหมายสื่อหลายฉบับที่อ้าง "ศีลธรรมอันดีงาม ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองและทำให้ตื่นตระหนก"
ต่อมาหลังปี 2519 การรัฐประหารรัฐบาลของ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช โดย "คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน" โดยพล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ เข้ายึดอำนาจ และสั่งปิดหนังสือพิมพ์ทุกฉบับทันที ก่อนที่จะจัดตั้ง"คณะกรรมการตรวจสอบข่าวสาร" เพื่อเป็นคนคัดกรองข่าว และได้ออก"คำสั่งปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 42" หรือ ปร.42ตามมาภายหลัง ในการปิดปากสื่อฯ
การผ่อนคลายและเสรีภาพสื่อกลับมาอีกครั้งภายใต้รัฐบาลเลือกตั้งของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ที่ สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย ร่วมกับ สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกประกาศฉบับดังกล่าวที่ใช้มาตั้งแต่ยุค ธานินทร์ กรัยวิเชียร ถึง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง
รัฐประหาร 19 กันยาฯ49 กับจุดเปลี่ยนสื่อไทย
เสรีภาพสื่อเริ่มเบ่งบานและกลายเป็นสื่อในภาคธุรกิจ การล้มหายของสื่อฯในยุคต่อมามักเป็นเหตุผลในเชิงธุรกิจเสียมากกว่าอำนาจการคุกคามสื่อฯโดยรัฐ นักการเมืองมีความเกรงกลัวต่อสื่อเนื่องจากไม่มีอำนาจในการสั่งปิดสื่อฯได้ตามอิสระอีกต่อไป และยังต้องรักษาสมดุลเรื่องคะแนนนิยม
จุดเปลี่ยนของสื่อฯไทยอีกครั้งคือการทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 โดย คณะปฏิรูปการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ คปค.(ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น คมช.)ของพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ท่ามกลางความแตกแยกของสื่อฯไทยที่ สมาคมสื่อฯเองเป็นคนริเริ่มวาทกรรม "สื่อแท้-สื่อเทียม" โดยสื่อใดที่ไม่เป็นไปตามแนวทางของสมาคมฯถือว่าเป็นสื่อเทียม
สมาคมสื่อฯเองก็ปรับตัวไปทำงานกับคณะรัฐประหารอย่างขยันขันแข็ง โดยการนำที่สมาคมนักข่าวฯเสนอชื่อของ นาย ภัทระ คำพิทักษ์ บรรณาธิการเครือโพสต์ไปร่วมสังฆกรรมกับ สนช.ภายใต้การนำของนาย มีชัย ฤชุพันธุ์เป็นประธาน และต่อมาทั้งคู่ได้ร่วมงานกันอีก ในฐานะผู้ร่วมร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชามติ 7 สิงหาคม 2559
หมุดหมายที่สำคัญก็คือการปรับปรุงกฎหมายสื่อฯหลายฉบับให้มีความเข้มข้น รุนแรงทั้ง พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ รวมไปถึงกฎหมายสื่อใหม่ที่เป็นปัญหาจนถึงปัจจุบันนั่นคือ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2550 ก็ล้วนผ่านจากสนช.ของคณะรัฐประหารแทบทั้งสิ้น
ทศวรรษที่สูญหาย กับสื่อและการเมือง
หลังยุคการรัฐประหารก้าวเข้าสู่ยุคทีวีดาวเทียมในปี 2551 ระหว่างความขัดแย้งของเหลืองและแดง ทีวีกลายเป็นสนามรบทางความคิดและการกระจายมวลชน จนไปถึงการเป็นช่องทางการสื่อสารการชุมนุม ควบคู่กับวิทยุชุมชนที่แตกหน่อไปเป็นอย่างมาก แต่ก็ยังไม่ได้มีการปิดกั้น
การปิดกั้นสื่อกลับมาอีกครั้งในปี 2553 ในยุคของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และกลุ่มนปช.เผชิญหน้ากัน การตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ.ที่มี พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด (ยศขณะนั้น)เป็นโฆษกโดยอำนาจหน้าที่ข้อหนึ่งของ ศอฉ.ระบุว่า
ดำเนินการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องตามความเป็นจริงเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างรัฐบาล ประชาชน และกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ รวมทั้งปฏิบัติการจิตวิทยาที่เกี่ยวข้อง
ซึ่งได้มีการปิดกั้นเว็บไซต์จำนวนมากกว่า 1,000 Url และมีคำสั่งจากนาย สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้กระทรวงไอซีทีไปแจ้งไทยคมให้ระงับสัญญาณช่องพีทีวีจนมีเหตุปะทะระหว่างทหาร และกลุ่มคนเสื้อแดง
สถานการณ์สงครามสื่อยังดำเนินกันมามีการกระทบกระทั่งระหว่างสื่อกับรัฐเป็นระยะ จนกระทั่ง 20 พฤษภาคม 2557 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกได้ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร ในวันดังกล่าวมีการปิดสถานีโทรทัศน์ด้วยคำสั่ง "กองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย" ซึ่งส่วนมาเป็นทีวีดาวเทียมมีเพียง วอยซ์ทีวี ซึ่งเป็นสถานีฟรีทีวีดิจิทัลสถานีเดียวกันที่ถูกปิดไปถึง 25 วัน
น่าสนใจว่าก่อนหน้านี้สมาคมสื่อฯ พยายามเคลื่อนไหวคัดค้าน พ.ร.บ.ควบคุมสื่อฯที่ชงโดย สปท.อันจะเปิดทางให้ รัฐบาลสามารถส่งตัวแทนปลัดกระทรวงเข้ามาร่วมบริหาร และบังคับให้สื่อฯต้องขึ้นใบอนุญาตกับสภาวิชาชีพสื่อฯ โดยให้คณะกรรมการมีอำนาจสั่งพักใบอนุญาตได้ ซึ่งอาจจะนำไปการแทรกแซงสื่อของรัฐบาล
นาย เทพชัย หย่อง ประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยกล่าว ออกมาคัดค้านว่ากฎหมายดังกล่าวจะเปิดช่องให้ "นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง"สามารถเข้าแทรกแซงสื่อได้ในอนาคต โดยเชื่อว่ารัฐบาลคสช.จะไม่ทันได้ใช้กฎหมายฉบับดังกล่าว
ซึ่งดูจะตรงข้ามกับข้อเท็จจริงจากประวัติศาสตร์ได้พิสูจน์แล้วว่าการแทรกแซงและปิดกั้นสื่อมักจะมากับคณะรัฐประหาร และหลาย ๆ ครั้งสื่อเอง ก็มีส่วนร่วมสร้างความชอบธรรม และร่วมกิจกรรมกับการทำรัฐประหารเสียเองด้วย
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://news.voicetv.co.th/thailand/474969.html



