เปิดจดหมาย...คุณแม่ที่ต้องยอมให้ลูกอยู่วัด ทั้งที่มีลูกคนเดียว

สมัยก่อน ตอนลูกเรียนหนังสือ แม่ก็ไปทำงาน กว่าจะกลับก็เย็นค่ำมืด เย็นวันศุกร์เสาร์อาทิตย์ ลูกก็ไปเป็นอาสาสมัครที่วัด พอเรียนจบก็เข้าไปอยู่วัดเลย ดูเหมือนแม่เองไม่ค่อยมีเวลาได้คุยกับลูกเลยนะคะ http://winne.ws/n16333

3.1 พัน ผู้เข้าชม
share
แหล่งภาพจาก you-tube.one

สวัสดีค่ะ ลูกเลิฟ...

       มาอีกแล้วนะคะ สำหรับจดหมายวันนี้ ที่แม่ต้องเขียนบ่อย เพราะสมัยก่อน ตอนลูกเรียนหนังสือ แม่ก็ไปทำงาน กว่าจะกลับก็เย็นค่ำมืด เย็นวันศุกร์เสาร์อาทิตย์ ลูกก็ไปเป็นอาสาสมัครที่วัด พอเรียนจบก็เข้าไปอยู่วัดเลย ดูเหมือนแม่เองไม่ค่อยมีเวลาได้คุยกับลูกเลยนะคะ ก็เลยต้องเขียนคุยกันแบบนี้ ในยามแม่เริ่มชราแล้ว จึงมีเวลามากขึ้น

       ลูกคงจำได้..พอตกเย็นวันศุกร์บ้านเราก็หอบสัมภาระ ของใครของท่าน นั่งรถเก่า ๆ เข้าวัดกันอย่างมีความสุข ไปเพราะมีความพอใจที่จะไป ไม่ใช่ถูกบังคับ 

       ถึงบัดนี้ เราก็แยกกันอยู่ แม่ไม่เคยนึกเสียใจหรือเสียดายที่ลูกเข้าไปเป็นเจ้าหน้าที่วัดเร็วเลยนะคะ เพราะแม่คิดว่า เป็นบุญของลูกมากกว่าที่เข้าไปช่วยงานวัดได้เร็ว เพราะแม่เห็นชีวิตของคนเรามันสั้นมาก มีข่าวคราวการตายกันทุกวันไม่เลือกวัยและสถานที่เลย

       ซึ่งในตอนนั้นแม่ก็ไม่รู้ว่า ลูกแม่ได้อะไรจากวัดบ้าง เพราะเห็นไปแล้วมีความสุข ก็ไปตามธรรมชาติ ไม่ได้คาดหวังสิ่งใด นอกจากอยากให้ลูกมีเพื่อนมีพี่ และมีพระอาจารย์ อยู่ใกล้ ๆ แทนที่จะขอเงินและไปเที่ยวดูหนัง ตามห้างต่าง ๆ มากกว่าค่ะ

       แต่พอถึงวันนี้ แม่ทราบแล้ว ว่าลูกได้อะไรจากวัดมาเพียบเลย ทั้งแนวความคิด การทำงานที่มีขั้นตอน การวางแผนงานที่ชัดเจน และความมั่นใจในพระพุทธศาสนา ซึ่งสิ่งเหล่านี้ลูกได้จากการเป็นอาสาสมัครตามที่ลูกเล่าให้แม่ฟังในภายหลัง

แหล่งภาพจาก DMC - DMC.tv

แต่มีอีกหลายสิ่งที่แม่ประทับใจและศรัทธาวัดพระธรรมกายมากขึ้นเพราะลูก..

       เมื่อเวลาที่ลูกกลับไปเยี่ยมบ้าน ค้างคืนนอนกับแม่ ลูกก็จะมีคำแนะนำดี ๆ เสมอ เช่น ให้แม่สละของที่ไม่ใช้ออกบริจาค เพราะเราไม่ได้ใช้เก็บไว้ก็ไม่มีประโยชน์ แต่ให้คนอื่นเขาอาจได้ประโยชน์มากกว่า การทำความสะอาดบ้าน ที่ลูกนำวิธีการจากที่วัดสอน ไปใช้ที่บ้านได้สะอาดเอี่ยมเกลี้ยงเกลา การซักผ้าการจัดเก็บสิ่งของต่าง ๆ ที่ประณีตเช่นการพับผ้า การวางสิ่งของเป็นระเบียบเรียบร้อย หลักการทำความสะอาดบ้าน 

       แม้กระทั่งการเก็บรองเท้า การที่ลูกคอยหาอาหารที่คิดว่าแม่ชอบไปฝากประจำ แม้แต่ของใช้ที่จำเป็นอย่างเช่นกระติกน้ำร้อนที่เหมาะกับผู้สูงวัย และเสื้อผ้า ผ้าห่ม ของใช้อื่น ๆ ที่ลูกคอยจัดหาให้ แม้เวลาแม่สอนก็ไม่เคยโกรธแม่ ยอมรับฟังเหตุผล ที่สังเกตคือกราบเท้าแม่ง่ายกว่าสมัยก่อนเสียอีก จริงหรือเปล่า ?

       แม่เองรู้ว่า ลูกไม่มีเงินเดือน แต่ลูกก็มีปัจจัยเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปให้แม่ได้บ่อย ๆ ซึ่งแม่ก็ไม่ได้เรียกร้องเลย แต่ลูกก็ให้แม่เสมอ 

        ซึ่งจริง ๆ แล้ว แม่เองก็เข้าใจว่า การดูแลพ่อแม่ของลูกนั้นเป็นบุญที่ลูกพึงจะได้ ก่อนที่พ่อแม่จะจากลูกไป แต่พ่อแม่ก็ไม่ได้หวังอะไรจากลูก นอกจากเห็นลูกอยู่ได้มีความสุขในสังคมปัจจุบันก็พอใจแล้ว      

แหล่งภาพจาก www.dmycenter.com

       บ่อยครั้งที่ลูกนัดแม่แล้วเราพากันไปทานอาหารด้วยกัน เช่นวันแม่ วันคล้ายวันเกิดแม่ วันปีใหม่ ปีหนึ่งก็ไม่กี่ครั้ง แล้วลูกก็บอกว่า พาแม่ไปเลี้ยงข้าว ซึ่งทำให้แม่ขำมากเลย เพราะปัจจัยของลูกมีน้อยมาก แต่ก็ยังมีมาเลี้ยงแม่อีก (ขำ ๆ ) ซึ่งถ้าเป็นสมัยที่ปู่ย่าตายายยังมีชีวิตอยู่ เราก็จะได้แวะไปเยี่ยมท่าน หากับข้าวที่ท่านชอบ ไปทำและทานข้าวกับท่านอย่างมีความสุขเช่นกัน 

       แม่ก็ยังไม่เห็นว่าแม่จะต้องคิดว่าขาดลูกเลยนะ เพราะถ้าลูกไม่ได้เข้ามาอยู่วัด ลูกก็ต้องไปทำงานบริษัท หรือที่ใดสักแห่ง แบบเพื่อน ๆ ของลูกที่ทำกัน ก็ไม่ได้อยู่ด้วยกันตลอดอยู่แล้ว 

      ถึงวันนี้ ชีวิตที่แม่ไม่ได้อยู่ร่วมกันกับลูก ก็ไม่ได้เป็นปัญหาอะไรเลย เพราะการอยู่ตามลำพังก็เป็นเวลาส่วนตัวที่แม่จะได้นั่งสมาธิมากขึ้น จริงไหม ? และไม่ต้องกระทบกระทั้งกันในบางครั้ง เพราะกำไล 2 อันในข้อมือ ย่อมกระทบกันเสียงดังได้ฉันใด คนเรายังมีกิเลสก็พลั้งเผลอกระทบกันได้ฉันนั้น จริงไหมคะ..กระทบกันคราใด ก็มีกฎของกรรมเป็นโปรแกรมคอยเซ็ตวิบาก ต่อกันอีก ซึ่งสภาพครอบครัวทั่วไปก็เห็นบ่อย ๆ จนเคยชินกันไปแล้ว 

       ถึงแม่จะมีอายุที่มากขึ้น แต่แม่ก็ยังแข็งแรงและช่วยเหลือตัวเองได้สบาย ๆ แม่ก็มีความสุขแล้วค่ะ ที่จะได้เห็นลูกเลิฟ มีความสุขกับการสร้างบุญบารมีกับหมู่คณะที่วัด เพราะถ้าลูกสุขพ่อแม่ย่อมสุขด้วย แต่ถ้าลูกทุกข์พ่อแม่ย่อมทุกข์ยิ่งกว่า... 

แหล่งภาพจาก ข่าว บุญ - DMC.tv

       แต่ ณ วันนี้ แม่สบายใจแล้ว เพราะลูกแม่มีธรรมะเป็นที่พึ่ง มีเพื่อน ๆ พี่ ๆ และน้อง ๆ ที่ร่วมสร้างบารมีด้วยกันมากมาย และยังเป็นผู้ที่มีศีลธรรม ประจำใจ ไม่ทอดทิ้งกันอีกด้วย หากว่าแม่จะต้องจากโลกนี้ไป แม่ก็สบายใจ ไม่ต้องห่วงลูกแล้ว..ค่ะ

       แม่เคยคิดว่า ถ้าประเทศไทยของเรา แต่ละครอบครัว ไม่มีอบายมุข ไม่มียาเสพติด ไม่มีการพนันต่าง ๆ ชีวิตประชาชนคนไทยก็คงจะมีความสุขสบายขึ้น ไม่ต้องหวาดระแวงภัยจากผู้ที่ติดยาเสพติด หรือผู้ที่ขาดสติเพราะเมาเหล้านะคะ ถึงเวลาเลิกงานพ่อแม่ลูกก็กลับไปทานข้าวเย็นร่วมกัน ตามประสาพ่อแม่ลูก สังคมไทยก็คงจะสุขสงบไม่น้อยเลยนะคะ

       วันนี้ แม่ก็ขอจบเพียงเท่านี้นะคะ เพราะถ้ายาวเกินไป ลูกก็คงไม่อยากจะอ่านนาน เพราะต้องแบ่งเวลานั่งสมาธิ สวดมนต์ก่อนนอนด้วย

รักคิดถึงและห่วงใยลูกเสมอค่ะ

สะเดาหวาน

12 มิถุนายน 2560 เวลา 16.00 น.

แชร์