แก่นสารของชีวิต อยู่ตรงไหน ? สิ่งที่เป็นมารร้ายของชีวิต ที่แท้จริงคืออะไร ? โดย..หลวงปู่วัดปากน้ำ

เริ่มมีครอบครัวที่อบอุ่น พ่อแม่ลูก มีบ้าน มีความสุขที่ตามสภาพ มีโรคน้อย แต่ก็อดสูใจ ว่า เราคงไม่ได้อยู่ร่วมกันอย่างนี้ตลอดไปหรอก สักวัน เราก็คงต้องมีใครคนใดคนหนึ่ง ต้องพลัดพรากจากกันไป ไม่จีรังยั่งยืนอะไรเลย แม้แต่ร่างกาย แม้แต่พ่อและแม่ http://winne.ws/n16676

3.5 พัน ผู้เข้าชม
share

สมัยก่อน ก็เคยคิดว่า ทำไม คนเราต้องตายจากกันด้วย เพราะพอตายแล้ว นั่นย่อมหมายถึง ไม่ได้พบกันอีกแล้ว 

       คิดอย่างนี้มานานแล้ว ตั้งแต่เริ่มมีครอบครัวที่อบอุ่น พ่อแม่ลูก มีบ้าน มีความสุขที่ตามสภาพ มีโรคน้อย แต่ก็อดสูใจ ว่า เราคงไม่ได้อยู่ร่วมกันอย่างนี้ตลอดไปหรอก สักวัน เราก็คงต้องมีใครคนใดคนหนึ่ง ต้องพลัดพรากจากกันไป ไม่จีรังยั่งยืนอะไรเลย แม้แต่ร่างกาย แม้แต่พ่อแม่ของเรา ก็นับวันจะแก่มากขึ้นเรื่อย ๆ จากกันชาตินี้แล้ว ก็ไม่รู้ว่าใครจะได้พบกันอีกหรือไม่

      ความรู้สึกช่วงนั้น มันทำให้ใจฉันเศร้าและมีความทุกข์มาก ๆ เห็นบ้านคนแต่ละคนที่เรารู้จัก เขาก็รีบทำมาหากิน เก็บเงินทองเพื่อสร้างฐานะทางครอบครัวให้มั่นคง ร่ำรวยมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

       แต่ฉันสิ ไม่เห็นมีความสุขเลย ทั้งที่สภาพแวดล้อมดูช่างมีความสุขสมบูรณ์ในครอบครัว แต่ใจฉันไม่สุขดังภาพที่ใคร ๆ ก็มองแบบนั้น เพราะฉันเริ่มคิดว่า คนเราก็อยู่กันไม่เกิน 100 ปี ก็ต้องจากกันไปทุกคน

       ฉันเริ่มแสวงหาอะไรที่จะช่วยให้ฉันมั่นคงทางจิตใจมากขึ้น มีอะไรไหมที่จะช่วยฉันได้ ฉันเบื่อที่จะต้องต่อสู้กันเพื่อทรัพย์สินที่ได้มา ด้วยการเอาชีวิตเข้าแลกทั้งสิ้น แล้วมันมีอะไรไหมที่จะทำให้ฉัน ได้อะไรที่มันคุ้มค่าต่อการทุ่มเทด้วยชีวิตแบบนี้ 

       สมบัติที่มี ฉันก็ไม่เห็นมีใคร เอาติดตัวไปได้สักคน แม้แต่เงินบาทเดียวที่เขาใส่ปากผี แม้แต่มือที่เขารดน้ำศพ ก็ยังแบออก ไม่สามารถกำน้ำไว้ได้ ฉันเศร้ามาก ยิ่งขึ้น เมื่อฉันทราบว่า คนที่ฉันรักต้องจากฉันไป อย่างไม่มีวันกลับ นั่นคือแม่ของฉัน..

       ฉันเคยนอนหนุนตักแม่ เคยฟังเรื่องราวดี ๆ ที่คนแก่คนหนึ่งมักชอบเล่าประสบการณ์ชีวิตให้ลูกหลานฟังบ่อย ๆ มันมีประโยชน์และมีคุณค่ามากเลยนะ

       ฉันเริ่มหันมาตั้งใจเข้าวัดปฏิบัติธรรม ทั้งที่บ้านและที่วัดมากขึ้น เพราะฉันรู้แล้วว่า ไม่มีอะไรช่วยให้จิตใจของฉันมีพลังที่เข้มแข็งได้ดีเท่ากับธรรมะ ในพระพุทธศาสนาอีกแล้ว

       ฉันปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิทุกวัน วันอาทิตย์ ซึ่งเป็นวันหยุดฉันก็ไปวัด ไปนั่งสมาธิ ทำทาน ทำความสะอาดวัดกับหมู่คณะ บ่อยครั้งที่ฉันและครอบครัว ไปถือศีล 8 ที่วัด ในช่วง วันศุกร์เย็นและกลับบ้านวันอาทิตย์เย็น ๆ 

       ฉันรู้แล้วว่า ชีวิตทุกชีวิตแม้แต่สัตว์สักตัว ที่เล็กเท่ามด เขาก็รักชีวิตของเขา เหมือนที่เรารักชีวิตเรานั่นแหละ เพราะชีวิตทุกชีวิต ล้วนต้องการอาหารมาเลี้ยงชีวิต และต่อสู้เมื่อมีภัย และฉันก็รู้อีกว่า ชีวิตทุกชีวิต ล้วนตกอยู่ใต้อำนาจของกฎแห่งการกระทำ หรือกฎแห่งกรรม ทั้งความคิด คำพูด การกระทำทางกาย ล้วนมีโปรแกรมล็อคเป็นผลหมดทุกอย่าง คล้ายกับร่างกาย ชีวิต จิตวิญญาณ ของเรา มีอะไรบังคับอยู่เบื้องหลังอย่างนั้นแหละ 

       ฉันเคยดูสารคดีที่เขาฝังไมโครชิพไว้ที่ใบหูหรือผิวหนังของสัตว์ทะเล หรือเสือช้างอะไรก็ได้ ที่เขาอยากจะทดสอบ

       ไมโครชิพนี้ มันบอกได้หมดว่า สัตว์นั้น อยู่ตรงไหน ทำอะไร กินอะไร สู้รบหรือว่ายน้ำ หรือกระโดด หรือขึ้นภูเขาสูง ไมโครชิพตัวนี้ จะรายงานมาที่คอมพิวเตอร์ ซึ่งเชื่อมกันได้ทั้งหมด

        ฉันอดนึกไม่ได้ว่า มนุษย์เราและแม้แต่สัตว์ก็คงไม่ต่างกันกับการถูกฝังไมโครชิพนี้ไว้ภายในหรอก เพราะ กฎแห่งกรรม รู้หมด ว่าเรากำลังคิดอะไร พูดอะไร พูดร้าย คิดร้าย ทำดี หรือทำชั่วอย่างไร ไมโครชิพนี้ก็รายงานเจ้าของไมโครชิพได้หมด และที่สำคัญ มันมีโปรแกรมล็อคไว้ด้วยว่า คิดอย่างนี้ มีผลอย่างไร กับความคิด คำพูดหรือแม้แต่การกระทำแบบนั้นแบบนี้ มีผลอย่างไร อีกด้วย

       แล้ว มนุษย์จะรู้กันหรือไม่ว่า มนุษย์หรือสัตว์ก็เป็นเพียงหุ่นเชิดเท่านั้น ไม่มีอะไรเป็นของตัวเองเลย นอกจากดวงจิตวิญญาณเท่านั้น ที่เราต้องประคับประคองและติดตามเราไป ทุกหนแห่งทั้งโลกนี้และโลกไหน ๆ เพราะเราคือดวงจิตดวงนั้น ดวงนั้นคือเรา ..ทุกอย่างที่เกิดมาชาติหนึ่ง ที่เราได้คิด พูดและทำลงไป ล้วนบันทึกไว้ในดวงจิตวิญญาณนี้ทั้งหมด นั่นแหละ ไมโครชิพก็อยู่ที่ใจเรา ฟังรายละเอียดทั้งหมดจากคลิปอีกครั้ง

       แล้ว ทำไม มนุษย์ต้องมาทำร้ายกันด้วยคำพูด คิดอาฆาต พยาบาท และลงมือทำร้ายกันด้วย เพราะมันติดลบกับการเกิดมาแต่ละชาติของเราแท้ ๆ อะไร บังคับให้ใจคิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่วได้ เพราะจริง ๆ แล้ว เราเป็นแค่หุ่นเชิด เหมือนกับที่เขาเชิดหนังตะลุง ให้ยกมือ ยกแขน ก้าวเดิน หัวเราะ ร้องไห้ ชกต่อยกันอย่างนั้น

      หรือว่า? จะมีอะไรอยู่เบื้องหลังที่คอยผลิตกิเลส ให้มาใส่ในใจเราและสรรพสัตว์ทั้งหลาย กระนั้นหรือ ????

       นี่แหละที่หลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ท่านเรียกว่า "ฉากหลัง" ถึงแม้ฉันไม่ค่อยรู้อะไรมาก เพราะผลการปฏิบัติก็ยังไปไม่ถึงไหน ? แต่ฉันก็เชื่อตามหลวงปู่วัดปากน้ำ เต็มหัวใจ...

      ขอให้มนุษย์อย่าคิดร้าย พูดร้าย ๆ ทำร้าย ๆ ต่อกันเลย เพราะเสียเวลาเปล่า ไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่แท้จริงหรอก เพราะศัตรูที่แท้จริง นั้นมีอีก อย่างหนึ่งนั้นก็คือ ต้องแข่งกับเวลาที่หมุนไปตลอดเวลา ไม่เคยหยุดเลยแม้แต่นาทีเดียว หมุนไปพร้อม ๆ กับเอาความแก่ ความเจ็บ มาให้เราด้วย

       ดังนั้น กลุ่มบุคคลที่กำลังคิดว่า จะทำลายศรัทธาพี่น้องชาวพุทธ นั้นขอให้หยุดคิดเสียที เพราะพระพุทธศาสนา เป็นวิชชาแก้ทุกข์มนุษย์ได้ โดยไม่เลือกว่าเขาคนนั้นจะเป็นใคร ขอให้เปิดใจศึกษาอย่างแท้จริง ก็จะพบความจริงของชีวิต...ที่อาจไม่มีคำสอนแบบนี้ในศาสนาหรือความเชื่ออื่นด้วยซ้ำ...!!

ลูกศิษย์ก้นกุฏิ

25 มิถุนายน 2560 

ฟังเสียงหลวงปู่วัดปากน้ำ เทศน์เรื่อง "ฉากหลัง"

ขอบคุณวิดิโอจาก https://www.youtube.com/watch?v=6Kyh64oFooI

แชร์