คัดค้าน แก้กฏหมาย ขยายเวลาการรับเงินชราภาพของผู้ประกันตนจาก 55 ปีเป็น 60 ปี

คัดค้านของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย เนื่องจากมีรายงานว่า พลเอกศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน สั่งการให้สำนักงานประกันสังคม แก้กฏหมาย ขยายเวลาการรับเงินชราภาพของผู้ประกันตนจาก 55 ปีเป็น 60 ปี http://winne.ws/n16854

303 ผู้เข้าชม
share
แหล่งภาพจาก จัดไฟแนนซ์ เชียงใหม่ลำพูน

คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย แถลงคัดค้านนโยบายการขยายอายุการรับสิทธิประโยชน์ชราภาพของผู้ประกันตนจากอายุ 55 ปี เป็น 60 ปี โดยมองว่าเป็นการลิดรอนสิทธิ

วันนี้ (2 ก.ค.) posttoday รายงาน คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย หรือ คสรท. มีแถลงคัดค้านไม่เห็นด้วยกับนโยบายการขยายอายุการรับสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนจากอายุ 55 ปี เป็นอายุ 60 ปี ของกระทรวงแรงงาน มีเนื้อหาว่า

การประกันสังคมในประเทศไทยเกิดขึ้นจากการผลักดันของขบวนการแรงงานก่อนปี 2530 ซึ่งผลจากการรณรงค์ทำให้มีการตราพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ที่มีผลบังคับใช้จนถึงปัจจุบัน ทำให้มีผู้ประกันตนอยู่ในระบบราว 13 ล้านคน มีเงินสมทบที่ร่วมกันจ่ายระหว่างลูกจ้าง นายจ้างและรัฐบาล ประมาณ 1.6 ล้านล้านบาท โดยผู้ประกันตนได้รับสิทธิประโยชน์จากกองทุนต่างๆ ในอัตราตามที่สำนักงานประกันสังคมกำหนด สำหรับกรณีการรับเงินจากกองทุนชราภาพเงื่อนไขที่กำหนดไว้ คือจ่ายเงินสมบทมาแล้วไม่น้อยกว่า 180 เดือน หรือเท่ากับ 15 ปี ไม่ว่าจะติดต่อกันหรือไม่ก็ตามอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง

โดยผู้ประกันตนภาคบังคับ (มาตรา 33) จะถูกหักเงิน 5% ของค่าจ้างไปสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม โดยกำหนดฐานค่าจ้างขั้นต่ำไว้ที่ 1,650 บาท และสูงสุดอยู่ที่ 15,000 บาท แม้ว่าลูกจ้างจะมีเงินได้ต่อเดือนมากกว่านั้นก็ตาม ก็จะถูกหักเงินสมทบเข้ากองทุนเพียงเดือนละ 750 บาท เงินจำนวนนี้ถูกกระจายไปสมทบไว้เป็นสิทธิประโยชน์ในแต่ละกรณี โดย 1.5% ของค่าจ้าง หรือสูงสุด 225 บาท สำหรับกรณีเจ็บป่วยหรือประสบอันตราย-กรณีคลอดบุตร-กรณีทุพพลภาพ-กรณีเสียชีวิต อีก 0.5% ของค่าจ้าง หรือสูงสุด 75 บาท สำหรับกรณีว่างงาน ขณะที่ 3% ของค่าจ้าง หรือสูงสุด 450 บาท สำหรับกรณีชราภาพ และตามกฎหมายนายจ้างสมทบต้องจ่ายสมทบอีกส่วนหนึ่งในอัตราที่เท่ากันกับลูกจ้าง นอกจากนี้แล้วรัฐบาลได้ร่วมจ่ายสมทบน้อยกว่าจำนวนเงินที่ลูกจ้างและนายจ้างจ่าย (ยกเว้นกรณีชราภาพ รัฐไม่จ่ายสมทบ) สำหรับกรณีชราภาพเริ่มมีการสมทบมาตั้งแต่วันที่ 31 ธ.ค.2541 ดังนั้นบำนาญชราภาพจะเริ่มทยอยจ่ายให้แก่ผู้ประกันตนนับตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นไป

แต่ที่ผ่านมากระทรวงแรงงานและสำนักงานประกันสังคม พยายามชี้นำสังคมและผู้ประกันตนว่า หากมีการจ่ายเงินจากกองทุนชราภาพให้แก่ผู้ประกันตนโดยไม่มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแก้ไขในหลักเกณฑ์ใหม่ จะทำให้เงินทั้งหมดในกองทุนประกันสังคมทุกกองทุน (1.6 ล้านล้านบาท) หมดไปในปี พ.ศ.2587 จึงเป็นที่มาของแนวคิดของ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานคนปัจจุบัน ตามการแถลงของ นพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ว่าการสร้างหลักประกันในการดำรงชีวิตที่มั่นคงของแรงงาน ทั้งในช่วงที่อยู่ในระบบแรงงานและเมื่อต้องออกจากระบบแรงงานไปแล้ว จึงมีนโยบายที่จะสร้างความมั่นคงในการดำรงชีวิตให้กับแรงงานในส่วนของผู้ประกันตน ด้วยการขยายระยะเวลาการรับเงินชราภาพของผู้ประกันตนจากอายุ 55 ปี เป็น 60 ปี และในอนาคตผู้ประกันตน จะสามารถอยู่ในระบบได้จนถึงอายุ 60 ปี ซึ่งเรื่องนี้เป็นแนวคิดที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เห็นชอบ และสั่งการให้สำนักงานประกันสังคมดำเนินการศึกษารูปแบบความเป็นไปได้ เพื่อนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานต่อไป

แต่หลายปีแล้วที่ คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) พยายามเรียกร้องให้มีการปฏิรูปประกันสังคมทั้งระบบเพราะเห็นถึงปัญหาการบริหารจัดการ รวมทั้งการขาดการมีส่วนร่วมของผู้ประกันตน โดยเสนอให้สำนักงานประกันสังคมเป็นองค์กรอิสระ ปฏิรูปโครงสร้าง ปฏิรูปการบริหารจัดการ และการขยายสิทธิประโยชน์แก่ผู้ประกันตนในกองทุนต่างๆ ดังนั้นเรื่องที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และเลขาธิการ สปส.กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ ไม่ได้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของผู้ประกันตน แต่เป็นนโยบายที่คิดกันเองโดยขาดการมีส่วนร่วมของผู้ประกันตน และองค์การของแรงงาน

ดังนั้นคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) โดยองค์กรสมาชิกได้ประชุมกันและมีมติเป็นเอกฉันท์ ไม่เห็นด้วยกับนโยบายการขยายอายุการรับสิทธิประโยชน์ชราภาพจากอายุ 55 เป็น 60 ปี โดยมีเหตุผลดังนี้

1.สิทธิการรับเงินชราภาพเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นและรับรู้กัน นับตั้งแต่วันเข้าสู่ระบบประกันสังคม การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวถือเป็นการลิดรอนสิทธิ หากมองในมติแรงงานสัมพันธ์ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณ

2.คำกล่าวที่ว่าจะสร้างความมั่นคงในการดำรงชีวิตให้กับแรงงานในส่วนของผู้ประกันตน ด้วยการขยายระยะเวลาการรับเงินชราภาพของผู้ประกันตนจากอายุ 55 ปี เป็น 60 ปี และในอนาคตผู้ประกันตนจะสามารถอยู่ในระบบได้จนถึงอายุ 60 นั้น เป็นประเด็นที่ต่างกัน คือ เมื่อสิทธิเกิดก็ต้องได้รับเงินชราภาพตามสิทธิเมื่ออายุครบ 55 ปี ส่วนการจะทำงานต่อไปจนอายุ 60 ปี หรือมากกว่านั้นเป็นเรื่องที่นายจ้างและลูกจ้างจะตกลงกัน หรือจะเป็นการแก้กฎหมายให้เกษียณอายุ 60 และให้อยู่ในระบบประกันสังคมต่อไป ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

3.การกล่าวอ้างว่า หากไม่เปลี่ยนแปลงแก้ไขจะทำให้กองทุนประกันสังคมหมดไปนั้น สะท้อนถึงการไม่มีวิสัยทัศน์ของการบริหารจัดการ ขาดการวางแผนงานที่ดี ซึ่งคนเข้ามาบริหารก็ย่อมทราบดีว่ารายรับ รายจ่ายของระบบประกันสังคมจะเป็นอย่างไรซึ่งควรวิเคราะห์และกำหนดกฎเกณฑ์ตั้งแต่ต้น ไม่ใช่มาเปลี่ยนแปลงในตอนนี้ และเพื่อเป็นการแสดงเจตนารมณ์และจุดยืนต่อการปฏิรูประบบประกันสังคมทั้งระบบ ซึ่งได้เคยนำเสนอต่อรัฐบาลและสำนักงานประกันสังคมไปแล้วหลายครั้งและล่าสุดเมื่อวันกรรมกรสากล ปี 2560 คือ
          3.1ให้มีการปฏิรูปประกันสังคมทั้งระบบโดยให้สำนักงานประกันสังคมเป็นองค์กรอิสระ ปฏิรูปโครงสร้าง ปฏิรูปการบริหารจัดการ โดยให้ผู้ประกันตนมีสิทธิมีส่วนร่วมในการกำหนดและเลือกผู้แทนของตนเอง รวมทั้งขยายสิทธิประโยชน์แก่ผู้ประกันตนในกองทุนต่างๆ โดยเฉพาะชราภาพจากจำนวนเงินที่ได้รับตามหลักเกณฑ์ (3,000 บาทต่อเดือน) ไม่พอต่อการดำรงชีพ เพราะค่าจ้างขั้นต่ำก็กว่า 9,000 บาท
          3.1เสนอให้แก้ไขกฎหมายประกันสังคมเพื่อให้รัฐจ่ายเงินสมทบประกันสังคมในอัตราส่วนที่เท่ากันกับนายจ้างและลูกจ้าง
          3.3ให้รัฐบาลจ่ายเงินสมทบที่ค้างจ่ายอยู่ให้เต็มตามจำนวน เพราะการไม่จ่ายทำให้กองทุนประกันสังคมเสียโอกาส ในการนำเงินจำนวนมหาศาลนั้นไปหาประโยชน์เข้ากองทุน
          3.4ให้ปรับปรุงหลักเกณฑ์การกำหนดอัตราค่าจ้างต่ำสุดและสูงสุดในการคำนวณจำนวนเงินที่จะจ่ายสมทบกองทุนประกันสังคมรายเดือนเพื่อพัฒนาให้กองทุนโตและมั่นคง ยั่งยืน

คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) องค์กรสมาชิกและเครือข่ายผู้ประกันตน จึงขอให้รัฐบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ยุติการดำเนินการขยายการรับสิทธิประโยชน์จากกองทุนชราภาพจากอายุ 55 เป็น 60 ปี และนำข้อเสนอต่างๆ ไปพิจารณาโดยให้ผู้ประกันตนและภาคส่วนต่างๆ ได้มีส่วนร่วมตามหลักธรรมาภิบาล ที่รัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ประกาศเป็นพันธสัญญาต่อสาธารณะ

ทั้งนี้ คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย(คสรท.) ขอให้ผู้ใช้แรงงาน ผู้ประกันตนทั้งหลายร่วมกันตรวจสอบติดตามการบริหารจัดการของสำนักงานประกันสังคม รวมทั้งร่วมกันผลักดันข้อเสนอให้เป็นจริง เพราะเงินประกันสังคมเป็นเงินที่มาจากหยาดเหงื่อแรงงานทุกคน ดังนั้นอย่าปล่อยให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลิดรอนสิทธิ กระทำการใดๆไปเพียงลำพังแต่ฝ่ายเดียว โดยไม่ฟังเสียงของผู้ประกันตน และต้องร่วมกันแสดงทัศนะ จุดยืนในโอกาสต่อไป หากการดำเนินการยังคงเดินหน้าต่อไปโดยไม่ฟังเสียงของผู้ประกันตน

การออกมาคัดค้านของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย เนื่องจากมีรายงานว่า พลเอกศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน สั่งการให้สำนักงานประกันสังคม แก้กฏหมาย ขยายเวลาการรับเงินชราภาพของผู้ประกันตนจาก 55 ปีเป็น 60 ปี เพื่อสร้างความมั่นคงในการดำรงชีวิตให้กับแรงงาน พร้อมทั้งรองรับสังคมผู้สูงอายุของไทย 
 

ที่มา: http://news.voicetv.co.th/business/503881.html 

แชร์