ทำไมพระยุคใหม่ ทำตัวห่างไกลจากสมัยพุทธกาล

" วัดสมัยนี้มีแต่ให้ทำบุญโดยใช้เงิน พระให้พรก็ขอให้ร่ำรวย ถูกหวย แทนที่จะให้มีสติ ให้ศีล มีปัญญาในการแก้ปัญหา " http://winne.ws/n17116

498 ผู้เข้าชม
share

ในอดีตพระอยากจะได้อะไรก็ใช้วิธีการออกไปขอบิณฑบาต

ในอดีตพระอยากจะได้อะไรก็ใช้วิธีการออกไปขอบิณฑบาต

มนุษย์มีจริตอัธยาศัยไม่เหมือนกัน เช่น คนที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ ก็จะชอบอะไรที่เป็นตรรกะสามารถอธิบายได้ และต้องพิสูจน์ได้ บางคนที่เป็นศิลปินก็จะชอบเรื่องทางอารมณ์ ขอให้เข้าใจ รู้สึกถูกใจถึงใจก็รับได้ พระเองเวลาจะสอนคนก็มีวิธีการสอนที่ไม่เหมือนกัน

 การเข้าวัดไปทำบุญส่วนใหญ่ พระก็อาจจะบอกให้โยมทำบุญเป็นปัจจัย เพราะว่าธรรมชาติของยุคสมัยนี้ กับเมื่อ 2500 กว่าปี มันไม่เหมือนกัน 

คนที่กำลังรู้สึกว่าทำไมพระไม่เป็นเหมือนที่พระพุทธเจ้าสอน หลวงพี่อยากให้คิดอย่างนี้ว่า

แล้วคนในยุคปู่ย่าตายาย กับในยุคของเราใช้ชีวิตเหมือนกันไหม แค่ก่อนหน้านี้เราเคยได้ยินว่าอีกหน่อยน้ำจะแพงกว่าน้ำมัน เรายังขำเลยว่ามันจะเป็นไปได้ยังไง ณ ปัจจุบันก็ดูสิ น้ำเปล่าบางยี่ห้อราคาแพงกว่าน้ำมันหนึ่งลิตรอีกนะ

 เพราะฉะนั้นวิถีชีวิตของคน ไม่ต้องไปมากถึงสองพันกว่าปีหรอก เอาแค่ไม่กี่ร้อยปีก่อนหน้านี้กับในปัจจุบันมันก็ต่างกันลิบลับ จนไม่สามารถจะเอาไปเทียบเคียงกันได้ 

ถ้าวันนี้เราคิดว่าพระจะต้องกลับไปเป็นแบบเก่า ก็เท่ากับว่าเรามอง speed ชีวิตมนุษย์ไม่เท่ากัน 

ในอดีตพระอยากจะได้อะไรก็ใช้วิธีการออกไปขอบิณฑบาต ซึ่งก็คือการขอจริงๆ อย่างเช่นเวลาเจ็บไข้ได้ป่วยก็เดินเข้าไปในบ้านคน ไปขอน้ำผึ้ง น้ำอ้อย น้ำมัน ซึ่งเป็นสิ่งของที่อยู่ติดบ้าน พอโยมให้มาพระก็เอาไปปรุงยา หรือเวลาโยมจะเดินทางไปไหนก็ใช้วิธีนั่งเกวียน ถ้าพระจะเดินทางก็ไปพร้อมกับโยม

 แต่ ณ วันนี้ สมมติพระต้องการไม้กวาด พระก็คงไม่เดินไปบ้านโยมแล้วบอกว่าโยมขอไม้กวาดสักด้าม ถามว่ามีเยอะไหมข้าวของในวัดที่พระต้องใช้เงินไปซื้อมา ก็ต้องบอกว่าเยอะ

ตั้งแต่ผ้าขี้ริ้ว สบู่ แชมพู จอบ เสียม ไปจนถึงหลังคาวัดที่ต้องมีค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมปรับปรุง วิธีของพระ ณ ปัจจุบันคือการให้โยมทำบุญด้วยปัจจัย หรือด้วยเงิน พอถวายปัจจัยมาพระก็เอาปัจจัยไปใช้ในเรื่องต่างๆ

อย่างเช่นวัดบางวัดทอดผ้าป่าก็จะมีบริวารผ้าป่า หรือบางทีจะสร้างโบสถ์หลายวัดก็จะใช้วิธีให้โยมทำบุญกระเบื้อง วัดก็เอาปัจจัยส่วนหนึ่งที่ได้จากตรงนี้ไปใช้ในเรื่องอื่นๆ ด้วย อย่างเช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ซึ่งปัจจุบันไม่ใช่จะใช้ได้ฟรีๆ

ประเด็นจึงอยู่ตรงที่ว่าการที่ปัจจัยตรงนั้นเข้ามาวัดแล้ว วัดได้ใช้ไปเพื่อประโยชน์พระศาสนาจริงไหม ถ้าจริงมันอยู่ในภาวะที่รับได้ 

 ซึ่งเรื่องของการรับปัจจัย ถ้าไปเทียบในพุทธกาลแล้วพระพุทธเจ้าห้ามรับ หลวงพี่บอกว่าเรื่องนี้ต้องคุยกันยาว เพราะมีรายละเอียดที่เราจะต้องมองในหลายมิติ ณ วันนี้การที่โยมทำบุญด้วยปัจจัย หลวงพี่ว่ามันอยู่ในภาวะที่รับได้ 

แล้วที่ติดใจว่า เวลาพระให้พรขอให้ร่ำรวยให้ถูกหวย ซึ่งเรื่องถูกหวยหลวงพี่ก็ไม่เห็นด้วย 

แต่การที่โยมทำบุญแล้วถูกหวยมันก็เป็นไปได้ เพราะว่าบุญที่เขาทำมามันจะทำให้เขาได้ทรัพย์มาจากทางใดทางหนึ่ง เพียงแต่ว่าการเล่นหวย เล่นลอตเตอรี่ เป็นทรัพย์ที่ปนโมหะได้มาโดยไม่บริสุทธิ์

 โยมทำบุญเป็นปัจจัย หรือข้าวของ ที่เรียกว่าเป็น ทาน เวลาผลตอบกลับมาพระพุทธเจ้าก็บอกอยู่แล้วว่าจะ ทำให้เกิดโภคทรัพย์สมบัติ  การที่พระท่านบอกว่า ขอให้รวยๆ นะ มันก็สมเหตุสมผลอยู่แล้ว ในแง่ของคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 

ลองไปอ่านดูสิ ก่อนที่จะมานั่งบอกว่า ทำไมพระพูดว่ารวยไม่ได้ ในเมื่อพระพุทธเจ้าท่านเป็นผู้ตรัสเอง แม้กระทั่งหลังจากรับศีลก็ยังมี สีเลนะ สุคติง ยันติ สีเลนะ โภคสัมปทา

เพราะฉะนั้น บุญที่เราทำเอาไว้ก็จะออกผลมาในรูปแบบที่เฉพาะเจาะจง การทำทานมาก ย่อมเป็นผู้ที่มีทรัพย์มาก ก็คือมีฐานะดี ก็คือรวย  มันจึงเป็นพรที่ตรงไปตรงมามากไม่ได้มีอะไรพิสดาร

" พระรวยกว่าโยม ถ้าพระทำตัวเหมือนสมัยพุทธกาลใครจะไม่อยากเลี้ยงดู "

กระแสของชาวพุทธในประเทศเราเป็นไปในทิศทางที่ว่าพระต้องทำตัวให้ได้เหมือนกับสมัยในอดีต หลวงพี่ถึงอยากให้ย้อนไปดูสักนิดว่า ก่อนหน้านี้สัก 400 ปี กับยุคปัจจุบันเหมือนกันไหม

มันเป็นไปไม่ได้ว่า 2500 ปีที่แล้ว จะถูก copy มาอยู่ตรงนี้ 


 หลวงพี่ขอท้าทายเลยดีกว่าว่า ขอให้คุณมาบวช แล้วใช้ชีวิตแบบพระสักปีหนึ่ง เอาแบบพุทธกาลเลย อยากดูว่าคุณจะอยู่ได้ไหม มาลองก่อนแล้วจะรู้ว่าคำสอนพระพุทธเจ้าเวลามันออกมาเป็นภาคปฏิบัติ ในปัจจุบันกับในอดีตมันจะต่างกันขนาดไหน

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเวลาท่านจะบัญญัติสิกขาบทในสมัยพุทธกาล ท่านจะบัญญัติเนื่องด้วย 2 อย่างด้วยกันคือ

   1.  ว่าด้วย เรื่องบุญเรื่องบาป เช่น พระฆ่าสัตว์บาป พระโกหก พระอวดอุตริมนุสธรรม  เหล่านี้เป็นบาปหมดท่านไม่ให้ทำ 


   2.   ที่เป็น พระวินัย ที่เอื้อเฟื้อต่อวัฒนธรรม วิถีชีวิต ความคิดของประเทศนั้น หรือแคว้นนั้นๆ แม้ว่าหลายเรื่องไม่ใช่บาปกรรมเลย เช่น พระฉันข้าวมูมมามโยมเห็นแล้วรู้สึกว่าพระฉันข้าวหกดูไม่สำรวมเลย 


พระพุทธเจ้าก็บอกพระฉันแบบนี้ไม่งามไม่เอื้อเฟื้อ ท่านก็ทรงบัญญัติว่าถ้าฉันข้าวแล้วตกลงมาอย่างนี้เป็นอาบัติทุกกฏ อยู่ในหมวดของมารยาท  


ถามว่าฉันข้าวแล้วมันหกเป็นบาปไหม ไม่บาปนะแต่ถ้าจงใจอยากจะทำ อย่างนี้จิตเริ่มเป็นอกุศลก็จะเริ่มเข้าข่ายของการเป็นบาปเป็นกรรม 

ถ้าเป็นบาปมันจะต้องเสมอกัน คือ คุณทำคุณก็บาป ฉันทำฉันก็บาป เพราะบาปเป็นเรื่องของกฎแห่งกรรม

 คือใครทำแบบนี้เมื่อไหร่เมื่อนั้นคุณต้องได้บาป เช่น หลวงพี่ตบยุงก็เป็นบาป โยมตบยุงก็เป็นบาป ถ้าหลวงพี่จับเงินหลวงพี่บาป แต่โยมจับเงินโยมไม่บาป อันนี้ไม่ใช่กฎแห่งกรรมแล้วแสดงว่าเป็นเรื่องทางวินัย

ยกตัวอย่างในยุคพุทธกาล พระพุทธเจ้าท่านห้ามพระตัดต้นไม้ พราะคนในยุคนั้นเขาคิดว่าต้นไม้มีจิตวิญญาณเหมือนมนุษย์ หรือสัตว์ การไปตัดต้นไม้สักต้นเหมือนกับการฆ่าชีวิตหนึ่ง

ถามว่าจริงๆ พระพุทธเจ้าท่านทราบไหม ว่าต้นไม้มีชีวิตเจริญเติบโตได้แต่ไม่มีวิญญาณ ท่านก็ทราบ แต่การจะไปบอกเขาว่ามันเป็นอย่างนี้ ในขณะที่คนทั้งบ้านทั้งเมืองเขาเชื่ออย่างนั้น พอมานั่งคิดชั่งน้ำหนักแล้ว พระลำบากไหมกับการไม่ตัดก็ไม่ได้ลำบากอะไร สรุปพระห้ามตัดต้นไม้เพื่อเอื้อเฟื้อต่อโยม

จนมาถึงยุคสมัยนี้พระยังต้องแบกเรื่องนี้อยู่ตัดต้นไม้ไม่ได้ เพราะว่า 227 ข้อตรงนั้น คามาอยู่เรื่อยๆ เรายกเลิกอะไรไม่ได้

หลวงพี่ถึงบอกว่า คนที่บอกพระไม่เคร่ง พระไม่เป็นอย่างที่พระพุทธเจ้าสอนเอาไว้ จริงๆ มาอยู่ด้วยกันสักปี อยากดูว่าคุณจะเดินบิณฑบาตหาน้ำทุกวัน มาอาบ มาใช้ยังไง จะขุดดินลงไปหาน้ำไหมซึ่งพระพุทธเจ้าก็ห้ามอีก แล้วไฟฟ้าจะทำยังไงจะใช้เทียนตลอดเวลาใช่ไหม

แล้วจะรู้ว่าเวลาพระพุทธเจ้าท่านบัญญัติสิกขาบทท่านมีเหตุผลของท่าน

ไม่ใช่ออกกฎอะไรมาก็จะต้องแบบนี้อยู่เสมอไป เพราะเราเห็นพัฒนาการของสิกขาบทของท่านว่า เมื่อออกมาแล้วบางอย่าง เข้มงวดเกินไปท่านก็ผ่อนปรนให้ บางอย่าง ณ ที่หนึ่งทำได้อีกที่หนึ่งทำไม่ได้ ท่านก็อนุโลมให้

 ความจริงในใจหลวงพี่ก็อยากรู้ด้วยซ้ำไปว่า ถ้าวันนี้พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังมีชีวิตอยู่ท่านจะจัดการเรื่องแบบนี้ยังไง เพราะว่าท่านก็จะต้องหาทางที่ดีที่สุด เพื่อให้พระศาสนาของท่านยืนยาวต่อไป แล้วทำยังไงให้คน ณ ปัจจุบันเขายังรับได้ด้วย

" เจอพระทุศีลเลยไม่อยากทำบุญ "

ง่ายมากเลยถ้า พระทุศีล เราไม่อยากทำบุญใช่ไหมเราก็ไม่ต้องทำ เพราะยังมี พระดี อยู่ตั้งเยอะที่เราสามารถทำได้ พระรวยกว่าโยม คุณก็ไม่ต้องไปทำ คุณก็ไปดูพระที่ไหนที่ยังจนอยู่ก็ไปทำไปสนับสนุนท่าน

เพราะว่า ความศรัทธาไม่มีใครไปบังคับใครได้ เมื่อเราไปเจอพระที่เรารู้สึกว่าศีลท่านไม่สะอาดบริสุทธิ์ เราก็ไปหาพระที่ท่านสะอาดบริสุทธิ์ เว้นแต่ว่าหาไม่ได้อีกเลยในประเทศนี้ หรือในโลกใบนี้ เมื่อถึงเวลานั้น พระพุทธศาสนาคงจะล่มแน่ๆ แล้ว 

แต่เมื่อวันนี้ยังไม่ถึงขนาดนั้น ก็ควรที่จะไปทำบุญในแบบที่คุณมีความสุข ทำไปแล้วตัวเองยังมีความศรัทธายังได้ประโยชน์ ได้บุญก็ทำต่อไป



ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก http://talk--secret.blogspot.jp/2017/07/blog-post_11.html

แชร์