72 ปี ระเบิดปรมาณูถล่ม “ฮิโรชิมา” ให้อะไรกับมวลมนุษยชาติ

ญี่ปุ่นรำลึก 72 ปี ระเบิดปรมาณูถล่ม“ฮิโรชิมา” โดยสหรัฐเมื่อ 6 สค.1945; (ย พ ส ล.) ปี 2531 ได้เห็นความสำคัญของการทำสมาธิ จึงกำหนดเอาวันที่ 6 สค. เป็นวันสมาธิโลก เพื่อเป็นวันรวมใจของชาวพุทธและชาวโลกทั้งหลาย มุ่งให้เกิดสันติภาพของโลกที่แท้จริงและยั่งยืน http://winne.ws/n17739

387 ผู้เข้าชม
share

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ได้มีการจัดพิธีรำลึกครบรอบ 72 ปี การทิ้งระเบิดปรมาณูถล่มเมืองฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น โดยนายชินโสะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซึ่งร่วมในพิธีรำลึกครั้งนี้ กล่าวว่า ญี่ปุ่นหวังที่จะผลักดันให้โลกปราศจากอาวุธนิวเคลียร์ ในวิถีที่ทุกประเทศทั่วโลกจะเห็นด้วย ทั้งประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์และประเทศที่ไม่มีอาวุธนิวเคลียร์

งานรำลึกดังกล่าว มีขึ้นหลังจากเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ที่ประชุมสหประชาชาติมีมติรับรองสนธิสัญญาแบนอาวุธนิวเคลียร์ โดยที่ญี่ปุ่น และประเทศที่มีนิวเคลียร์ในครอบครอง ทั้งอังกฤษ ฝรั่งเศส และสหรัฐ ต่างปฏิเสธที่จะรับรองสนธิสัญญาดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่าเป็นสนธิสัญญาที่มองข้ามความเป็นจริงเกี่ยวกับภัยคุกคามด้านความมั่นคง อย่างเช่น เกาหลีเหนือ

ทั้งนี้ ญี่ปุ่นเป็นเพียงประเทศเดียวที่ถูกโจมตีด้วยระเบิดปรมาณู เมื่อปี ค.ศ.1945 โดยเมืองแรกที่ถูกสหรัฐอเมริกาทิ้งระเบิดปรมาณูถล่ม คือเมืองฮิโรชิมา ที่ถูกถล่มเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 1945 ก่อนที่อีก 3 วันต่อมา เมืองนางาซากิ จะถูกถล่มด้วยระเบิดปรมาณูอีกลูก โดยที่ฮิโรชิมา มีรายงานผู้เสียชีวิตราว 140,000 ราย และที่นางาซากิอีก 74,000 ราย การทิ้งระเบิดปรมาณูถล่มสองเมืองดังกล่าว นำไปสู่การประกาศยอมแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ของกองทัพญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 15 สิงหาคมปีเดียวกัน

นายชินโสะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ระหว่างร่วมงาน 72 ปี ฮิโรชิมาะ (AFP PHOTO / JIJI PRESS / STR / Japan OUT)

เอเอฟพีรายงานว่า ขณะที่ชาวญี่ปุ่นรู้สึกว่าการถูกโจมตีด้วยระเบิดปรมาณู เป็นเหมือนการก่ออาชญากรรมสงคราม และเป็นเรื่องที่ป่าเถื่อนโหดร้าย เนื่องจากมีเป้าหมายเป็นพลเรือน และสร้างความเสียหายอย่างไม่คาดคิด แต่สหรัฐอเมริกาเชื่อว่า การทิ้งระเบิดปรมาณูเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เพื่อเป็นการรีบยุติเหตุนองเลือดและการช่วยชีวิตผู้คนเอาไว้

โดยนายบารัค โอบามา ถือเป็นประธานาธิบดีสหรัฐคนแรกที่เดินทางเยือนเมืองฮิโรชิมา เมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่ผ่านมา เพื่อร่วมไว้อาลัยต่อเหยื่อที่เสียชีวิตจากการทิ้งระเบิดของสหรัฐ

ที่มา : https://www.matichon.co.th/news/619663

REUTERS

อย่างไรก็ตาม อาจกล่าวได้ว่า ภัยที่ร้ายแรงที่สุดของมนุษยชาติก็คือ “สงคราม” ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์เป็นผู้ก่อขึ้นมาเอง และตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานของโลกนี้ ก็ยังไม่เคยมียุคใดว่างเว้นจากสงครามอย่างเด็ดขาดได้เลย คำว่า “สันติภาพ ” จึงเป็นสิ่งที่ชาวโลกพากันแสวงหามาโดยตลอด

    เมื่อ วันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2488 ได้มีการนำระเบิดปรมาณูที่มีอานุภาพร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ไปปล่อยลงที่เมืองฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น เหตุการณ์อันเจ็บปวดจากสงครามโลกครั้งที่ 2 นี้ทำให้ชาวโลกตระหนักถึงภัยอันใหญ่หลวงของสงคราม จึงได้พยายามร่วมมือกันจัดตั้งองค์กรกลางขึ้นมา เพื่อรักษาสันติภาพให้แก่ประชาคมโลกนั่นคือ องค์การสหประชาชาติ

 

ในการประชุมขององค์การยุวพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (ย พ ส ล.) ปี พ.ศ. 2531 ได้เห็นความสำคัญของการทำสมาธิ ทั้งนี้เพราะการทำสมาธิสามารถที่จะตอบคำถามคำว่า"สันติภาพ"ได้อย่างแท้จริง  จึงเป็นสิ่งที่ชาวโลกพากันแสวงหามาโดยตลอด และก็เป็นของสากลที่ศาสนิกชนอื่นก็สามารถปฏิบัติได้ 

ดังนั้น ย พ ส ล. จึงกำหนดเอาวันที่ 6 สิงหาคม เป็นวันสมาธิโลก เพื่อเป็นวันรวมใจของชาวพุทธและชาวโลกทั้งหลายมานั่งสมาธิ เพื่อให้เป็นมรณะสติเตือนใจ และมุ่งที่จะให้เกิดสันติภาพของโลกที่แท้จริงและยั่งยืน

ฉะนั้น สิ่งที่เราชาวโลกควรให้ความสำคัญคือการแสวงหาที่พึ่งภายใน เพื่อสันติสุขเกิดขึ้นในใจจยหลั่งไหล เป็นสันติภาพสู่ใจของชาวโลก...ทีมงานวินนิวส์ขอเป็นแรงใจให้สันติภาพเกิดขึ้นในใจของทุกๆคน...เพื่อโลกใบนี้ได้เกิดสันติสุขอย่างพร้อมหน้ากัน...



แชร์