วัดอยู่ได้ด้วยศรัทธา อย่าทำลายศรัทธาโดยนำสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนามาสร้างให้เสีย

กระแสวิจารณ์การก่อสร้างของ ‘วัดบางขุนเทียนนอก’ ทำโคมไฟคล้าย ‘เจ้าโลก’ ล้อม ‘หลวงพ่อทวด’ วัดแจงเป็น ‘เวตาล’ หัวปลัดขิกแต่ชาวบ้านมองเป็นสิ่งไม่เหมาะสมซ้ำร้ายทำลายศรัทธา http://winne.ws/n18820

645 ผู้เข้าชม
share

จากกระแสข่าวที่มีการวิพากวิจารณ์เกี่ยวกับการสร้าง สิ่งที่เรียกวาเป็นวัตถุมงคลและศิลปแต่ชาวบ้านที่เป็นชาวพุทธส่วนใหญ่มองแล้วไม่ใช่ศิลปและวัตถุมงคลแต่เป็นสิ่งที่ทำลายทั้งทัศนียภาพและศิลปวัฒนธรรมที่ดีงามของชาวพุทธมากกว่า สิ่งเหล่านี้ควรสร้างที่อื่นไม่ใช่ในวัด ในสถานที่ที่เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปและรูปเคารพ รูปปั้นของครูบาอาจารย์เช่นหลวงปู่ทวด

จากกระแสดังกล่าวยังส่งผลต่ศรัทธาญาติโยมอีกด้วยทำให้ไม่อยากจะทำบุญ และยังมองว่าไม่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวงเนื่องจากเป็นของต่ำและไม่เกี่ยวข้องอะไรกับศาสนสถานเลย

ทางด้าน ผศ.ดร. รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ ม.รามคำแหง กล่าวว่า วัดบางขุนเทียนนอกเป็นวัดเก่าแก่มีร่องรอยย้อนไปถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา อีกทั้งมีอาคารซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานโดยกรมศิลปากร มีภาพจิตรกรรมฝาผนัง และจิตรกรรมบนบานหน้าต่างอุโบสถที่ทรงคุณค่า เป็นภาพชาวต่างชาติ โดยเหลือเพียงไม่กี่แห่งในประเทศไทย แม้แต่คลองบางขุนเทียนซึ่งไหลผ่านหน้าวัดก็เป็นเส้นทางน้ำสายประวัติศาสตร์ จึงรู้สึกแปลกใจว่าเหตุใดทางวัดจึงพยายามสร้างคุณค่าในด้านอื่นที่ไม่มีสาระ ทั้งที่วัดเพียบพร้อมไปด้วยสิ่งไม่อาจประเมินค่าได้

“ปกติปลัดขิกไม่ได้เอาไว้ห้อยโชว์ หรือเอาออกมาแสดงโจ่งแจ้ง แต่เก็บไว้ในร่มผ้า แม้จะบอกว่าต้องการยั่วล้อสังคม แต่คนอื่นอาจตีความแตกต่างออกไป โดยเฉพาะเมื่อสร้างล้อมรอบหลวงปู่ทวดซึ่งเป็นเกจิระดับชาติ การกระทำเช่นนี้ถือว่ากำลังเล่นกับความเชื่อที่เสี่ยงถูกโจมตี ส่วนตัวไม่ได้มีปัญหากับพุทธพาณิชย์ แต่ถ้าผิดกาละเทศะ ก็เป็นเรื่องน่าห่วง” ผศ.ดร.รุ่งโรจน์กล่าว

อุโบสถวัดบางขุนเทียนนอก เป็นโบราณสถานขึ้นทะเบียนโดยกรมศิลปากร

ชาวบ้านรายหนึ่งไม่ประสงค์ออกนามกล่าวว่า ตนและบรรพบุรุษเป็นชาวบางขุนเทียนแต่กำเนิด ปัจจุบันยังใช้คลองในการสัญจร เมื่อแล่นเรือผ่านท่าน้ำวัดบางขุนเทียนนอกได้เห็นประติมากรรมรูปคล้ายอวัยวะเพศชาย รู้สึกว่าไม่เหมาะสม เนื่องจากไม่ใช่ความเชื่อในพุทธศาสนา ล่าสุดยังมีการสร้างเพิ่มเติมมากขึ้นเรื่อยๆ โดยประดับบนวิหารหลวงพ่อทวดซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้าง จึงอยากตั้งคำถามว่านอกจากจะไม่เกี่ยวข้องกับศาสนาพุทธแล้ว รูปอวัยวะเพศดังกล่าวเกี่ยวข้องกับชาวบางขุนเทียน หรือวัดบางขุนเทียนนอกอย่างไร มองแล้วไม่มีรากเหง้า หากจะสร้างถาวรวัตถุในวัด ควรยึดโยงกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่นมากกว่า

พระมงคล ฐิตมังคโล เลขานุการเจ้าอาวาสวัดบางขุนเทียนนอก กล่าวว่า ประติมากรรมดังกล่าวเรียกว่า ‘เสือปลัดขิก’ เนื่องจากมีส่วนหัวเป็นปลัดขิก แต่มีรูปร่างเป็นเสือ สื่อถึงการมีพละกำลังมหาศาล เกิดจากแนวคิดและจินตนาการของพระครูเกษมคุณาภรณ์ เจ้าอาวาส โดยสร้างขึ้นเพื่อจงใจเปรียบเทียบว่าขนาดอวัยวะเพศที่ไม่ได้มีกำลังวังชามากมายด้วยตัวของตัวเอง ยังทำให้โลกวุ่นวายขนาดนี้ ถ้ามีกำลังเหมือนเสือจะวุ่นวายเพียงใด จุดประสงค์เพื่อมุ่งเน้นเป็นกุศโลบายยุ่งล้อสังคมว่า หากมนุษย์ยังหมกมุ่นในกามารมณ์ ตัณหา ราคะ จะทำเกิดการทะเลาะเบาะแว้ง ส่วนการทำเป็นวัตถุมงคลเกิดจากชาวบ้านที่ต้องการนำไปบูชา ทางวัดจึงตัดสินใจทำให้เช่าเพื่อนำรายได้มาพัฒนาวัดในด้านต่างๆ เช่น ก่อสร้างถาวรวัตถุ

“เสือปลัดขิก ทำจากวัสดุหลากหลาย มีทั้งไม้ประเภทต่างๆ เช่น ไม้พะยูง ไม้ชุมแสง ไม้เกิด ไม้มะเกลือ แบบที่เป็นโลหะก็มี นอกจากนั้นก็ทำเป็นหัวเข็มขัดด้วย เพราะบางคนไม่สะดวกพกพา เมื่อทำเสร็จจะมีการปลุกเสกด้วยคาถาส่วนตัวของหลวงพ่อ ส่วนการถูกวิพากษ์วิจารณ์นั้น ทุกคนมีสิทธิในการแสดงความคิดเห็น เช่นเดียวกับเรื่องของความเชื่อ ก็เป็นเรื่องส่วนบุคคล ขอให้เป็นสิ่งที่ดี ไม่สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่นก็เพียงพอแล้ว สำหรับวิหารหลวงพ่อทวดใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้ว เหลือเพียงการตกแต่งภายใน และเก็บรายละเอียดเพิ่ม เช่น ปั้นบัวให้สวยงาม วิหารนี้มีโยมชาวบางขุนเทียนซึ่งมีจิตศรัทธาช่วยสนับสนุนโดยออกเงินค่าใช้จ่ายให้ก่อนส่วนหนึ่ง เมื่อทางวัดมีเงินทำบุญเข้ามาก็จะนำไปคืน แสดงให้เห็นว่าไม่ได้มีแต่คนคัดค้าน แต่มีผู้สนับสนุนด้วย ทุกวันนี้มีทั้งคนจากที่อื่น และชาวบ้านใกล้ๆ วัดเดินทางมาทำบุญ ซึ่งตั้งแต่สร้างเสือปลัดขิกมีคนทำบุญมากขึ้น ทำให้วัดมีรายได้มาซ่อมบำรุงส่วนต่างๆ วัดก็พัฒนาไปมาก” พระมงคลกล่าว

ศาสตราจารย์พิเศษ ศรีศักร วัลลิโดม นักประวัติศาสตร์ชื่อดัง กล่าวว่า ปัจจุบันมีการประดับอุโบสถและวิหารด้วยวัตถุที่สร้างจากแนวคิดใหม่จำนวนมากโดยมักอ้างว่าเป็นสัญลักษณ์ มีการผสมผสานแล้วให้ความหมายหรือตีความใหม่ ไม่มีในคัมภีร์ ซึ่งก็มีทั้งดีและไม่ดี ประเด็นเหล่านี้เป็นเรื่องความเชื่อ จึงต้องขึ้นอยู่กับคนในท้องถิ่นว่าเห็นด้วยหรือไม่ ถ้าเห็นด้วยก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าตรงกันข้าม ก็ถือว่าเป็นสิทธิของชาวบ้านในการมีมุมมองต่อศาสนสถานในท้องถิ่นของตน

“การสร้างอะไรขึ้นมา ถ้าเป็นของส่วนตัวก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเป็นเรื่องส่วนรวมแล้วเขาไม่เห็นด้วยจะทำอย่างไร ความเป็นสังคมไทย มีเรื่องของท้องถิ่นอยู่ ผู้คนมีความคิดทางวัฒนธรรมของตัวเอง แต่วัดโดยทั่วไปมักไม่ใส่ใจสิ่งเหล่านี้ คิดว่าสามารถทำอะไรก็ได้ เมื่อเผชิญกับสำนึกท้องถิ่น ก็จะเกิดปัญหาขึ้นมา ชาวบ้านมีสิทธิที่จะวิจารณ์ บางวัดทำอะไรใหม่ๆ ขึ้นมา แล้วสังคมเอาด้วย ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าเป็นการสร้างเอาใจคนนอก หรือสร้างเพื่อดึงคนนอกอย่างเดียว เป็นเรื่องน่าห่วง การศรัทธาจากคนนอก โดยไม่สนใจความรู้สึกของคนในท้องถิ่นย่อมเป็นปัญหา”  ศาสตราจารย์พิเศษศรีศักรกล่าว

ด้านกระแสในโซเชียลเน็ตเวิร์ก ยังมีผู้วิพากษ์วิจารณ์ถึงประเด็นดังกล่าว โดยส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับทางวัดโดยมองว่าวัตถุดังกล่าวไม่ใช่ความเชื่อทางพุทธศาสนา ไม่เหมาะสมที่จะอยู่ในวัดเช่นนี้

เรื่องนี้ก็เป็นข้อคิดสำหรับพระผู้ดูแลวัดซึ่งเป็นศาสนสถาน การจะทำอะไรที่นอกเหนือกับสิ่งที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนามาไว้ในวัดนั้นควรจะดูว่าเหมาะไม่เหมาะสม เพราะเป็นถึงสมภารวัด

ต้องรู้และศึกษาพื้นฐานพระพุทธศาสนาให้แน่นและมั่นคงในคำสอนขององค์พระบรมศาสดาพระสัมมาสัมพระพุทธเจ้า ไม่เช่นนั้นแล้วใครมีศิลปอะไร อยากสร้างหรือเติมแต่งอะไรก็เอามาสร้างเต็มไปหมดทั้งสิงสาราสัตว์ เจ้าพ่อเจ้าแม่ ลิงค่างบ่างชะนี จนคนมาวัดสับสนไปหมดไม่รู้จะยึดอะไรเป็นที่พึ่งหรือแก่นสารอะไร จนคนเบื่อและเสื่อมศรัทธาหรือบางคนก็คิดว่าดีงมงายนับถือสิ่งเหล่านี้แทนพระรัตนตรัย 


ขอบคุณภาพและข้อมูลบางส่วนจาก

https://www.matichon.co.th/news/661653

แชร์