ก.วิทย์ เผย!ปั้น “เด็กอาชีวะ” สู่นักรบใหม่ทางเศรษฐกิจขับเคลื่อนไทยแลนด์ 4.0

เผยแผนปั้น “เด็กช่าง” สู่การเป็นสตาร์ทอัพ นักรบเศรษฐกิจรุ่นใหม่ ตอบสนองนโยบายรัฐบาลที่ส่งเสริมให้เด็กไทยหันมาสนใจและอยากเรียนอาชีวศึกษา และเร่งปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบเพื่อการทำธุรกิจสตาร์ทอัพ http://winne.ws/n19170

406 ผู้เข้าชม
share
แหล่งภาพจาก THIN SIAM

กระทรวงวิทย์ฯ ปั้น “เด็กอาชีวะ” สู่นักรบใหม่ทางเศรษฐกิจขับเคลื่อนไทยแลนด์ 4.0 เร่งแก้ไขกฎหมายสตาร์ทอัพ ดันสตาร์ทอัพไทยให้เติบโต หนุนการลงทุนจากต่างชาติในปีหน้า

เผยแผนปั้น “เด็กช่าง” สู่การเป็นสตาร์ทอัพ นักรบเศรษฐกิจรุ่นใหม่ ตอบสนองนโยบายรัฐบาลที่ส่งเสริมให้เด็กไทยหันมาสนใจและอยากเรียนอาชีวศึกษา และเร่งปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบเพื่อการทำธุรกิจสตาร์ทอัพ พร้อมดันสตาร์ทอัพไทยให้เติบโต ในงาน “Startup Thailand 2018 – INVEST NATION” หนุนการลงทุนจากต่างชาติ

ดร. อรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดเผยว่า งาน STARTUP Thailand เป็นความมุ่งมั่นของคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้นแห่งชาติ (National Startup Committee) ที่จะพัฒนาสตาร์ทอัพอย่างจริงจัง โดยใช้กลไกสนับสนุนและการรวมพลังขับเคลื่อนจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และประชาคมสตาร์ทอัพ เพื่อสร้างนักรบทางเศรษฐกิจพันธุ์ใหม่ นั่นคือผู้ประกอบการสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพการเติบโตอย่างก้าวกระโดด และมีความสามารถแข่งขันในระดับนานาชาติ งาน “Startup Thailand 2017” ที่ผ่านมา ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งกับการจัดงานที่กรุงเทพฯ หลังจากตระเวนจัดใน 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ นอกจากเกิดกระแสความตื่นตัวในธุรกิจ “สตาร์ทอัพ” เป็นที่รู้จักในวงกว้างทั้งประชาชนและนักธุรกิจในภูมิภาคทั่วประเทศแล้ว ยังเกิดผลเป็นรูปธรรมหลายด้าน อาทิเช่น เกิดเม็ดเงินลงทุนมูลค่าสูงถึง 6,000 ล้านบาท เกิดสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพและเริ่มดำเนินธุรกิจจริงกว่า 700 ราย เกิดการจ้างงานใหม่กว่า 7,500 อัตรา ซึ่งบุคลากรเหล่านี้ถือเป็นคนรุ่นใหม่ที่จะกลายเป็นกำลังแรงงานที่มีทักษะทางเทคโนโลยีและทักษะด้านความเป็นผู้ประกอบการสูง เป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ ยิ่งไปกว่านั้นการเติบโตของการลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพในประเทศไทยที่เพิ่มขึ้นสูงจากปี 2559 กว่า 50% และสูงกว่าปี 2558 กว่า 200% สร้างความสนใจในธุรกิจสตาร์ทอัพกระจายไปในทุกภาคส่วน

ดร. อรรชกา กล่าวว่า สิทธิประโยชน์ที่จะให้ต้องเทียบเท่าระดับสากล และอย่างน้อยต้องไม่ต่ำกว่าเพื่อนบ้าน เพื่อจูงใจให้นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติเข้ามาลงทุน และป้องกันไม่ให้ธุรกิจที่เกิดในไทย เมื่อเติบโตแล้วย้ายไปลงทุนในต่างประเทศ แต่ต้องการพัฒนาให้สตาร์ทอัพไทยมีการพัฒนาและมีขนาดใหญ่ขึ้นเป็นระดับพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่การจะไปถึงจุดนั้นได้โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ต้องพร้อม รวมถึงผลักดันให้กฎหมายมีผลบังคับใช้ด้วย

“นอกจากกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ จะเป็นผู้ผลักดันเรื่องนี้แล้ว ยังดำเนินงานร่วมกับสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และบริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ที่ช่วยสนับสนุนการจัด Pitching Challenge “อาชีวะ R-League” ครั้งนี้ด้วย

ทั้งนี้ ดร. ทรรศนะ บุญขวัญ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคโนโลยีวิศวกรรมแหลมฉบัง EN-TECH กล่าวถึง ความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ในครั้งนี้ จะเป็นแรงจูงใจให้นักเรียนในระดับอาชีวะศึกษาทั่วประเทศ ที่มีไอเดีย กล้าคิด กล้าฝัน ได้มีเวทีสร้างสรรค์เทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยไม่มีข้อจำกัด การแข่งขัน “อาชีวะ R-League” จะเป็นแม่เหล็กสำคัญให้นักเรียนอาชีวะได้ร่วมพัฒนาสร้างนวัตกรรมในสาขาอุตสาหกรรมใหม่ๆ ได้ รวมทั้งการนำนักเรียนอาชีวะเข้าสู่การพัฒนาเป็นสตาร์ทอัพยังเป็นการตอบสนองนโยบายรัฐบาลในการส่งเสริมการศึกษาเพื่อการมีงานทำ และช่วยให้เด็กไทยอยากเรียนอาชีวศึกษามากขึ้นอีกด้วย

ดร.พันธุ์อาจ กล่าวเพิ่มเติมถึงการพัฒนา Web Portal (http://startupthailand.org) เพื่อเป็นศูนย์กลางแห่งการประชาสัมพันธ์องค์ความรู้สำหรับสตาร์ทอัพ การให้ข้อมูลเกี่ยวกับระบบนิเวศวิสาหกิจเริ่มต้น (Startup Thailand Ecosystem) รวมทั้งมีฐานข้อมูล อันจะเป็นประโยชน์ในการนำข้อมูลไปต่อยอดในเรื่องอื่นๆ ได้แก่ ข้อมูลวิสาหกิจเริ่มต้น นักลงทุน หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง โดยเปิดใช้อย่างเป็นทางการมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2560

ดร.อรรชกา ได้ตอกย้ำว่า ความชัดเจนของการพัฒนาสตาร์ทอัพไทยสู่ตลาดต่างประเทศคือก้าวสำคัญของการจัดงาน STARTUP Thailand 2018 ที่จะจัดขึ้นในกลางปี 2561 ภายใต้แนวคิด INVEST NATION ที่เน้นเรื่องการลงทุนจากต่างชาติ โดยจะเชิญนักลงทุนจากทั่วโลกมาลงทุนในสตาร์ทอัพไทย ตั้งเป้าหมายให้เกิดการลงทุนมากกว่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อให้งาน STARTUP Thailand กลายเป็นงานสตาร์ทอัพระดับโลก ขยายพื้นที่จัดงานขึ้นเป็น 25,000 ตารางเมตร พร้อมเปิดกิจกรรมใหม่ขึ้นภายในงาน 4 Global Concept ได้แก่ Global Hack 

ในสตาร์ทอัพ 9 สาขาธุรกิจ Global Connect เชื่อมโยงกลุ่มประเทศ CLMV และเอเชีย Global Investment เร่งเป้าหมายการลงทุนจากต่างชาติทั้งเอเชีย อเมริกา และยุโรป และ Global Market Place นำสินค้าของสตาร์อัพมาทำการซื้อขายแก่ประชาชน ตั้งเป้า 600 รายจากทั่วโลก เพื่อเปิดช่องทางการตลาดให้คนรู้จักธุรกิจสตาร์ทอัพมากขึ้น และเป็นช่องทางการซื้อขายสินค้าที่สำเร็จรูปแล้วแก่นักลงทุนด้วย

STARTUP Thailand 2018 จะเป็นเวทีที่แสดงความพร้อมของประเทศไทยที่จะร่วมมือกับทุกประเทศ เป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้สตาร์ทอัพจากภูมิภาคเอเชียและจากทั่วโลก เข้ามาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และทำงานร่วมกับผู้ประกอบการสตาร์ทอัพไทย นักลงทุนไทย เพื่อให้ประเทศไทยก้าวไปสู่การเป็นผู้นำด้านสตาร์ทอัพของภูมิภาค และเพื่อให้ประเทศไทยมี Unicorn รายที่สอง สาม สี่ ต่อจาก OMISE โอมิเซะ สตาร์ทอัพไทยรายแรกที่เป็น Unicorn ระดับพันล้านเหรียญ ได้ในที่สุด

ที่มา: http://www.siamrath.co.th/n/23961

แชร์