“อัมพฤกษ์-อัมพาต” วิบากกรรมร่างกายที่ป้องกันได้ !!

การป้องกันพื้นฐานคือการเลือกรับประทานอาหาร ดูแลและสังเกตสุขภาพร่างกายเป็นประจำ มีอาการใดเข้าข่ายควรปรึกษาแพทย์ทันที โรคอัมพฤกษ์-อัมพาต หรือ โรคหลอดเลือดสมองตีบ เกิดขึ้นได้กับทั้งผู้สูงอายุและวัยรุ่น … http://winne.ws/n19510

942 ผู้เข้าชม
share
http://www.jobonline24hrs.com

เมื่อเข้าสู่ช่วงสูงวัยร่างกายที่ต้องตรากตรำกับงานมาเป็นระยะเวลายาวนานก็เริ่มที่จะสึกหรอไปทีละส่วนไม่เว้นแม้แต่ส่วนสำคัญที่ใช้ควบคุม สั่งการ การทำงานของร่างกายอย่าง สมองที่ต้องพบเจอกับภาวะ “โรคหลอดเลือดสมองตีบ” หรือหากจะพูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ “อัมพฤกษ์-อัมพาต”นั่นเอง

 อัมพฤกษ์-อัมพาต นั้น เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุและภาวะหลอดเลือดสมองตีบก็เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่เป็นได้กับคนทุกเชื้อชาติและที่น่าตกใจ คือ โรคนี้มีอัตราการตายเป็นอันดับ 3 รองจากโรคมะเร็ง และโรคหัวใจ อีกทั้งยังเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งที่ทำให้ผู้ป่วยทุพพลภาพช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิตประจำวัน

 ** พบอาการ รีบส่งหมอ ช่วยชีวิตได้

นพ.ยรรยง ทองเจริญในฐานะผู้อำนวยการศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลปิยะเวท กรุงเทพฯให้ข้อมูลถึงปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรค ว่า ปัจจัยแรก คือ เรื่องของอายุเพราะโรคนี้พบมากในผู้สูงอายุปัจจัยที่สอง คือ เรื่องของโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน เพราะตอนนี้ร้อยละ 10 ของคนไทยส่วนใหญ่จะเป็นโรคเบาหวานตามติดมาด้วยภาวะความดันโลหิตสูงซึ่งมีสาเหตุมาจากการชอบรับประทานอาหารที่มีรสเค็มอาหารที่มีระดับไขมันสูง ขณะที่การสูบบุหรี่ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงที่น่าห่วงมากอย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยที่สามารถแก้ไขและควบคุมได้ด้วยตัวของเราเอง

 แต่ความเสี่ยงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ คือเพศชายที่มีอายุเพิ่มมากขึ้นจะมีโอกาสเกิดโรคนี้ได้มากกว่าเพศหญิง นอกจากนี้ยังพบในกลุ่มผู้สูงอายุที่เป็นโรคลิ้นหัวใจรั่ว ลิ้นหัวใจตีบ และที่สำคัญในปัจจุบันนี้ก็พบในผู้ป่วยที่เป็นวัยรุ่นเช่นกัน

นพ.ยรรยงอธิบายต่อว่าสาเหตุที่ทำให้หลอดเลือดสมองตีบนั้นมาจากการที่มีไขมันมาจับที่ผนังหลอดเลือดทำให้ช่องของหลอดเลือดมีขนาดเล็กลงและมีลิ่มเลือดเข้ามาจับทำให้หลอดเลือดแข็งตัวส่งผลให้การไหลเวียนของเลือดที่ต้องไปเลี้ยงสมองเกิดความผิดปกติ และช้าลงเป็นเหตุให้เนื้อสมองส่วนที่ไม่ได้รับเลือดตายจึงมีผลต่อการควบคุมการเคลื่อนไหวและส่วนการทำงานของร่างกายตามมา

https://cdn.voicetv.co.th/media/640/330/storage0/891837.jpg

สำหรับอาการที่บ่งบอกได้ว่าร่างกายกำลังเข้าใกล้กับโรคหลอดเลือดสมองตีบนั้นจะสามารถแบ่งได้เป็น 2 ส่วนได้แก่กลุ่มผู้ป่วยที่แสดงอาการโดยจะมีอาการเดินเซ แขน ขาไม่มีเรี่ยวแรงกล้ามเนื้ออ่อนแรง มีอาการหลงๆ ลืมๆ ปวดหัวโดยไม่ทราบสาเหตุบ่อยครั้งและส่วนต่อไปคือกลุ่มผู้ป่วยที่เกิดอาการอย่างเฉียบพลันในขณะที่นอนอยู่เฉยๆ คือร่างกายจะมีอาการชาไปทั้งตัว หรือครึ่งตัว ไม่สามารถขยับตัวได้

 “เมื่อมีอาการไม่ควรนิ่งนอนใจต้องรีบนำส่งให้ถึงมือแพทย์อย่างเร็วที่สุดเพราะในระยะเวลา 3 ชั่วโมงหลังจากที่เกิดอาการแพทย์จะให้ยาสลายลิ่มเลือด ซึ่งจะสามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยไว้ได้” นพ.ยรรยง อธิบาย

 ** สลายลิ่มเลือด-ทำบอลลูน-บายพาส ตามอาการ

ด้านแนวทางการรักษา นพ.เอกชัย กาญจนาคารศัลยแพทย์ระบบประสาท เชี่ยวชาญด้านการสวนหลอดเลือดสมอง จากศูนย์สมองและระบบประสาทรพ. ปิยะเวท ให้ข้อมูลว่าการรักษาโรคหลอดเลือดสมองตีบนั้นสามารถทำได้หลายทางแล้วแต่อาการที่แสดงออกมาหากเป็นในระยะเฉียบพลันภายใน 3 ชั่วโมงแพทย์จะให้ยาที่ใช้ในการขยายหลอดเลือดดำ และเป็นยาสลายลิ่มเลือดที่เข้าไปอุดตันอยู่ภายในหลอดเลือดหรือใช้วิธีการใส่สายสวนเข้าไปในหลอดเลือดแดงเพื่อละลายลิ่มเลือด

เมื่อผ่านระยะเฉียบพลันไปแล้วสำหรับผู้ป่วยบางรายที่มีเนื้อสมองตายในบางจุด แต่ก็จะยังมีส่วนที่ยังใช้การและสามารถฟื้นตัวได้ก็จะทำการเช็คเส้นเลือดที่ยังเหลืออยู่หากมีการตีบตันของเส้นเลือดที่ขึ้นไปเลี้ยงสมองก็จะทำการใส่บอลลูนในการรักษาเพื่อเข้าไปถ่างเส้นเลือดจากนั้นจะใช้แผ่นสเตนต์ใส่เข้าไปคลุมภายในผนังเส้นเลือดเพื่อเสริมในจุดที่เป็นปัญหาและป้องกันไม่ให้กลับมาตีบตันซ้ำ

ในส่วนเนื้อสมองที่หายไป และเส้นเลือดที่ตันทั้งเส้นจะทำการเช็คเลือดที่ขึ้นไปเลี้ยงสมองว่าเพียงพอหรือไม่หากเลือดขึ้นไปเลี้ยงไม่เพียงพอจะทำการรักษาโดยการทำบายพาสเส้นเลือดข้ามส่วนที่มีการอุดตัน เพื่อเข้าไปเชื่อมต่อกับเส้นเลือดที่อยู่ภายในเพื่อช่วยให้เลือดมีการไหลเวียนที่เป็นปกติ แต่ปัญหาที่แพทย์ต้องระวังมากที่สุดคือ ภาวะแทรกซ้อน เพราะการผ่าตัดสมองนั้นจะมีโอกาสต่อการติดเชื้อสูงมาก

“ส่วนใหญ่คนจะกลัว แต่ไม่สนใจที่จะตรวจเช็คสุขภาพว่ามีความเสี่ยงหรือไม่จนบางรายต้องรอให้แสดงอาการ ซึ่งมีความเสี่ยงอย่างมากที่ต้องวัดดวงบางรายเมื่อรักษาหายแล้วก็นิ่งนอนใจเพราะมีอาการไม่หนัก เช่น การชาตามแขน ขาเกิดอาการวูบ ผู้ป่วยจึงเห็นเป็นเรื่องปกติ ผู้ป่วยที่เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตหลายคนก็ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าเคยมีอาการดังกล่าวปรากฏขึ้นแต่ไม่ได้ใส่ใจเข้าพบหมอจึงทำให้อาการเป็นหนักกว่าเดิม”

 นพ.เอกชัย บอกทิ้งท้ายด้วยว่า สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ รอบตัวล้วนแล้วมีผลทั้งสิ้นเช่น อากาศซึ่งหากหลีกเลี่ยงสภาวะอากาศที่เป็นพิษได้ก็จะเป็นการดีกับร่างกาย ขณะเดียวกันก็ต้องดูแลอาหารการกิน และต้องมีการเตรียมพร้อมที่จะนำตัวผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุดเพราะอาการของโรคนี้ไม่สามารถเดาได้เลยว่าจะเกิดขึ้นตอนไหนและภาระที่จะต้องดูแลคนพิการด้วยโรคอัมพฤกษ์-อัมพาต ก็จะน้อยลงตามไปด้วย

 

ขอขอบคุณ : รพ.ปิยะเวท & MGR Online & รพ.พระรามเก้า& voice tv 21

https://mgronline.com/qol/detail/9510000068632

แชร์