นายกฯเผยเร่งพัฒนาไทยเป็นศูนย์กลางอัญมณีใน 5 ปี เน้นสร้างแรงจูงใจผู้ประกอบการ

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 6 พ.ย.ที่ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมแชงกรีลา กรุงเทพมหานคร พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษ “ทิศทางของไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอัญมณีและเครื่องประดับโลก” เปิดงานประชุมสมาพันธ์เครื่องประดับโลก http://winne.ws/n20207

263 ผู้เข้าชม
share
แหล่งภาพจาก http://www.trfsme.com/Main/ข่าวสาร/30102017/

นายกฯเร่งพัฒนาไทยเป็นศูนย์กลางอัญมณีภายใน 5 ปี เน้นมาตรการภาษีสร้างแรงจูงใจผู้ประกอบการ - ยกระดับฝีมือแรงงาน พร้อมชวนเที่ยวงาน Bangkok Gems & Jewelry Fair ก.พ. 61 นี้

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 6 พ.ย.ที่ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมแชงกรีลา กรุงเทพมหานคร พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ทิศทางของไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอัญมณีและเครื่องประดับโลก” เนื่องในโอกาสเปิดงานประชุมสมาพันธ์เครื่องประดับโลก CIBJO Congress 2017 ตอนหนึ่งว่า รู้ยินดีที่ได้ต้อนรับสมาชิกสมาพันธ์เครื่องประดับโลกจากกว่า 42 ประเทศทั่วโลก หวังว่าทุกคนจะมีความสุข พึงพอใจ ซึ่งมาในช่วงเทศกาลลอยกระทงพอดี เป็นการทำสิ่งดีให้เกิดขึ้นใหม่ และสิ่งไม่ได้ออกไป และการประชุมครั้งนี้เป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ เพื่อผลักดันให้อุตสาหกรรมเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ และเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับของไทย มีส่วนในการสร้างรายได้ให้กับแรงงานกว่า 7 แสนคน และสร้างรายได้ให้เศรษฐกิจไทยกว่า 7 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี

แหล่งภาพจาก http://www.thaigov.go.th/news/contents/details/7852

นายกฯ กล่าวว่า ไทยมุ่งมั่นพัฒนาสินค้าเพื่อยกระดับศักยภาพ และมุ่งหวังให้ “ไทยเป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณีและเครื่องประดับของโลก” ให้ได้ในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยไทยตระหนักดีว่า แม้จะมีจุดแข็งและความได้เปรียบจากความหลากหลายของสินค้าที่สามารถผลิตได้ แต่ยังคงมีข้อจำกัดด้านวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตเครื่องประดับ โดยต้องนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ แล้วนำมาแปรรูปเพื่อส่งออกและจำหน่ายภายในประเทศ โดยแหล่งนำเข้าวัตถุดิบพลอยก้อนสำคัญของไทยส่วนใหญ่มาจากประเทศในแถบแอฟริกา และบางส่วนมาจากประเทศในภูมิภาคอื่น ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับให้บรรลุตามวิสัยทัศน์ที่กำหนดไว้ รัฐบาลไทยได้กำหนด “มาตรการสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณีและเครื่องประดับ” ด้วยการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม และการส่งเสริมด้านการตลาด ซึ่งทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้บูรณาการการดำเนินการไปในทิศทางเดียวกันอย่างเต็มที่

นายกฯ กล่าวว่า โดยภาครัฐให้การสนับสนุนอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับอย่างครบวงจรผ่านมาตรการในรูปแบบต่าง ๆ ได้แก่ มาตรการทางภาษีและการเงิน เพื่อมุ่งส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางการค้าและช่วยดึงดูดให้มีการซื้อขายสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับในประเทศเพิ่มมากขึ้น และการเพิ่มแรงจูงใจทางภาษีเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการให้จ้างแรงงานทักษะสูง ตลอดจนการให้สินเชื่อในอัตราพิเศษเมื่อปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต มาตรการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้า ส่งเสริมให้มีการแสวงหาพันธมิตรด้านแหล่งวัตถุดิบ เพื่อสร้างความได้เปรียบด้านต้นทุน คุณภาพวัตถุดิบ และเสถียรภาพของการผลิต โดยในปัจจุบันผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่ยังรับจ้างผลิตอยู่ และยังขาดการพัฒนาและยกระดับผลิตภัณฑ์ผ่านการสร้างแบรนด์ของตัวเอง 

ภาครัฐจึงได้ส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าด้วยนวัตกรรมและการออกแบบสร้างสรรค์ ตลอดจนพัฒนาระบบตรวจสอบและการรับรองมาตรฐานสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับให้เป็นที่ยอมรับในตลาดโลก

แหล่งภาพจาก สยามรัฐออนไลน์ 6 พ.ย.60

นายกฯ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีมาตรการยกระดับฝีมือแรงงาน มาตรการส่งเสริมด้านการตลาด สนับสนุนการตลาดเชิงรุกทั้งภายในประเทศและตลาดต่างประเทศ เชื่อมโยงอุตสาหกรรมเข้ากับภาคการท่องเที่ยว สร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพของสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่มีคุณภาพของไทย ประชาสัมพันธ์ในแหล่งท่องเที่ยวในย่านการค้าสำคัญ รวมถึงประชาสัมพันธ์สินค้าที่มีคุณภาพให้แก่นักท่องเที่ยว ซึ่งมาตรการต่างๆนี้ ภาครัฐให้การสนับสนุนอย่างจริงจังและต่อเนื่องอย่างเป็นรูปธรรม โดยให้กระทรวงพาณิชย์รับไปดำเนินการ

นายกฯ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ทุกรัฐบาลต้องคิดใหม่ ข้าราชการต้องคิดใหม่ทำใหม่ เอาปัญหาทั้งหมดมาศึกษา ไม่ใช่รัฐทำอย่างเดียว ซึ่งทำไม่ได้หากไม่มีความเห็นชอบร่วมกัน ตลอดจนต้องมีความพร้อมครบทุกด้าน รวมถึงการจัดตั้งโครงการ EEC ซึ่งเป็นแผนยุทธศาสตร์ต่างประเทศภายใต้นโยบาย Thailand 4.0 ที่ต่อยอดความสำเร็จมาจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก ที่จะส่งผลให้พื้นที่ภาคตะวันออกของไทยกลายเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมสำคัญต่างๆ คือ ศูนย์การผลิตปิโตรเคมีขนาดใหญ่เป็น 1 ใน 5 ของเอเชีย และศูนย์กลางการผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ และที่สำคัญพื้นที่โครงการ EEC ยังอยู่ใกล้กับแหล่งวัตถุดิบพลอยสีของไทยในจังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นแหล่งค้าพลอยสีที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

นายกฯ กล่าวว่า นอกจากนี้ ประเทศไทยได้จัดงาน Bangkok Gems & Jewelry Fair ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าขนาดใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 5 ของแวดวงอัญมณีและเครื่องประดับของโลก โดยจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ ปีละ 2 ครั้ง จึงขอเชิญเข้าร่วมงานเพื่อแลกเปลี่ยน ด้านองค์ความรู้ ด้านการประกอบธุรกิจ เพื่อก้าวไปสู่การพัฒนาร่วมกัน ซึ่งครั้งต่อไปจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 21 - 25 กุมภาพันธ์ 2018

ที่มา: https://www.siamrath.co.th/n/25916

แชร์