'อาการท้องเสียที่เกิดจากเชื้อ"โนโรไวรัส' คลื่นไส้ รุนแรง.. อาจถึงตาย!

อาการท้องเสียที่เกิดจากเชื้อ "โนโรไวรัส" อาจทำให้เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตได้ โดยเชื้อนี้พบการระบาดมากช่วงฤดูหนาว มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อม ทนความร้อนได้ 60 องศาฯ ทนต่อน้ำยาฆ่าเชื้อ และอยู่รอดบนพื้นผิววัตถุได้นานหลายวัน http://winne.ws/n21764

3.1 พัน ผู้เข้าชม
1.1พัน share
'อาการท้องเสียที่เกิดจากเชื้อ"โนโรไวรัส' คลื่นไส้ รุนแรง.. อาจถึงตาย!

'#โนโรไวรัส' คลื่นไส้ รุนแรง.. อาจถึงตาย!

ช่วงนี้ในพื้นกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมทั้งในต่างจังหวัดบางพื้นที่ อาการท้องเสียหรือท้องร่วงกำลังระบาดหนักและอาการค่อนข้างรุนแรง 

และพบคนไข้ป่วยด้วยโรคท้องร่วง ท้องเสีย เป็นจำนวนมากเนื่องจากติดเชื้อไวรัสซึ่งมีทั้งไวรัสโรตาและโนโรไวรัส  ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจาก "โนโรไวรัส"ซึ่งไวรัสทั้งสองตัวนี้ยังไม่มียารักษาส่วนใหญ่จะรักษาตามอาการ และเมื่อรักษาไม่ถูกวิธีอาจทำให้เสียชีวิตได้

โนโรไวรัส เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของโรคกระเพาะและลำไส้อักเสบจากไวรัสในมนุษย์ ซึ่งเกิดขึ้นได้กับมนุษย์ทุกวัย เชื้อนี้ติดต่อผ่านทางการกินอาหาร หรือน้ำที่ปนเปื้อนอุจจาระของผู้ป่วย จากการสัมผัสคนสู่คน และจากการสัมผัสพื้นผิวที่ปนเปื้อนละอองอาเจียนของผู้ป่วย

ที่น่าตกใจกคือ อาการท้องเสียที่เกิดจากเชื้อ "โนโรไวรัส" อาจทำให้เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตได้ โดยเชื้อนี้พบการระบาดมากช่วงฤดูหนาว มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อม ทนความร้อนได้ 60 องศาฯ ทนต่อน้ำยาฆ่าเชื้อ และอยู่รอดบนพื้นผิววัตถุได้นานหลายวัน

หน่วยงานของ กระทรวงสาธารณสุข เคยออกมาเตือนและให้ความรู้เกี่ยวกับเชื้อโนโรไวรัส ระบุว่า อาการของโรคส่วนใหญ่มักทำให้มีอาการคลื่นไส้รุนแรง อาเจียน ปวดศีรษะ ปวดท้องและท้องเสีย รวมทั้งอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น มีไข้ หนาวสั่น และปวดกล้ามเนื้อ โดยกลุ่มที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษคือเด็กและผู้สูงอายุ

'อาการท้องเสียที่เกิดจากเชื้อ"โนโรไวรัส' คลื่นไส้ รุนแรง.. อาจถึงตาย!

สำหรับผู้สูงอายุหรือเด็กที่มีภูมิคุ้มกันต่ำหรือภูมิคุ้มกันถูกกดไว้ เมื่อป่วยด้วยการติดเชื้อโนโรไวรัสแล้วอาจมีอาการอุจจาระร่วงเรื้อรังนานนับเดือน หรือมีอาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

กรณีที่ผู้ใหญ่ติดเชื้อมาจากเด็กที่ป่วย ผู้ใหญ่มักไม่แสดงอาการ แต่จะขับเชื้อออกมากับอุจจาระ ซึ่งมีโอกาสแพร่กระจายเชื้อสู่คนอื่นต่อไป การรักษาท้องเสียจากเชื้อโนโรไวรัสในเบื้องต้นคือรับประทานเกลือแร่ทดแทนการสูญเสียน้ำ แต่หากมีอาการรุนแรงต้องรีบพบแพทย์ทันที

'อาการท้องเสียที่เกิดจากเชื้อ"โนโรไวรัส' คลื่นไส้ รุนแรง.. อาจถึงตาย!

วิธีการป้องกันโนโรไวรัส

-ควรรับประทานอาหารที่ปรุงสุก ล้างผักและผลไม้ให้สะอาด-หลีกเลี่ยงน้ำและอาหารที่ไม่สะอาด-ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงการทำอาหารให้ผู้อื่นรับประทาน หรือใช้หลักการ "#กินร้อน #ช้อนกลาง #ล้างมือ" -ควรล้างมือด้วยสบู่ ถูให้ทั่วนาน 15 วินาที

http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/788083

กรมวิทย์เผยผลตรวจไวรัสท้องเสียจากผู้ป่วยและน้ำดื่ม ส่วนใหญ่พบเชื้อ “โนโรไวรัส” ถึง 76% โรตาไวรัสพบ 19.8% ชี้ #เชื้อโนโรไวรัสยังไม่มีวัคซีน แต่โรตาไวรัสมีวัคซีนแล้ว ช่วยลดการระบาดลงได้ดี

จากกรณีดาราป่วยโรคท้องเสีย โดยระบุว่ามาจากเชื้อโรตาไวรัสและไม่มียารักษา ซึ่งผู้เชี่ยวชาญชี้แจงว่า เชือ้ไวรัสก่อให้เกิดอาการท้องเสียมาจากเชื้อโรตาไวรัส มักพบในเด็กเล็กต่ำกว่า 5 ปี และเชื้อโนโรไวรัสมักพบในผู้ใหญ่ 

'อาการท้องเสียที่เกิดจากเชื้อ"โนโรไวรัส' คลื่นไส้ รุนแรง.. อาจถึงตาย!

การติดต่อ

เชื้อโนโรไวรัส ติดต่อจากคนสู่คนได้หลายทาง #ที่พบมากคือติดเชื้อจากการรับประทานอาหารและน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโนโรไวรัส ที่อาจมาจากคนปรุงอาหารที่ติดเชื้อนี้แล้วไม่ระมัดระวังสุขอนามัย หรือภาชนะที่ใช้รับประทานอาหาร ก็ทำให้เชื้ออาจปนเปื้อนไปกับอาหารได้ โดยเฉพาะอาหารประเภทสลัด แซนวิช โดยเชื้อโนโรไวรัสมีระยะการฟักตัว 12 ชั่วโมง ถึง 2 วัน

การรักษา  

โรคโนโรไวรัส รักษาตามอาการ อาเจียน ให้ยาแก้อาเจียน ถ้าถ่ายมาก ขาดน้ำ ให้สารละลายเกลือแร่หรือน้ำเกลือ การให้ยาปฏิชีวนะ จึงจะไม่ได้ประโยชน์ในการรักษาการติดเชื้อโนโรไวรัส

ควรรับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ หรืออาหารที่มีแมลงวันตอม หากจะเก็บอาหารที่ค้างมื้อควรเก็บไว้ในตู้เย็น และก่อนรับประทานต้องอุ่นให้ร้อนทุกครั้ง

'อาการท้องเสียที่เกิดจากเชื้อ"โนโรไวรัส' คลื่นไส้ รุนแรง.. อาจถึงตาย!

นพ.สุขุม กาญจนพิมาย อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวถึงเรื่องนี้ ว่า โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันในประเทศไทยเป็นโรคที่ยังต้องเฝ้าระวังอย่างสม่ำเสมอ จำนวนผู้ป่วยมีแนวโน้มค่อนข้างคงที่ มีการระบาดในช่วงหน้าหนาว โดยเชื้อไวรัสโนโร (Norovirus,NoV) ประกอบด้วย 5 จีโนกรุ๊ป (Genogroup) คือ GI - GV จีโนกรุ๊ปที่มักก่อโรคในมนุษย์ คือ จีโนกรุ๊ป 1 (GI) และ จีโนกรุ๊ป 2 (GII) โดยเฉพาะจีโนกรุ๊ป 2 พบว่ามีอัตราการก่อโรคในคนสูงที่สุด ทั้งนี้ ในแต่ละจีโนไทป์ยังสามารถจำแนกออกได้อีกหลายสายพันธุ์ย่อย อาการที่พบ ได้แก่ คลื่นไส้รุนแรง ปวดท้องและท้องร่วง ซึ่งมีอาการอาเจียนเป็นอาการเด่น อาการร่วมอย่างอื่นที่พบ เช่น ปวดศีรษะ มีไข้หนาวสั่น และปวดกล้ามเนื้อ เชื้อใช้เวลาในการฟักตัว 12 - 48 ชั่วโมง ไวรัสโนโรนี้ยังไม่มีวัคซีนที่ใช้ในการป้องกัน

นพ.สุขุม กล่าวว่า ส่วนไวรัสโรตา (Rotavirus) มี 7 กลุ่ม คือ A, B, C, D, E, F และ G ซึ่งไวรัสโรตา กรุ๊ป A เป็นไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน อาการมักรุนแรงในเด็กเล็กโดยเฉพาะเด็กอายุตํ่ากว่า 5 ปี มีระยะฟักตัว 1 - 2 วัน ผู้ป่วยจะมีอาการไข้ ปวดท้อง อาเจียน และถ่ายเป็นน้ำ มักหายได้เองภายใน 3 - 8 วัน และเนื่องจากมีหลายสายพันธุ์ จึงสามารถเกิดโรคได้หลายครั้ง แม้จะมีการใช้วัคซีนถึง 2 ชนิดแล้ว แต่ด้วยคุณสมบัติของไวรัสโรทาที่มียีนมากถึง 11 จีโนม จึงทำให้เกิดการผสมข้ามยีนกันในแต่ละ 11 จีโนม เกิดเป็นสายพันธุ์ใหม่ได้ง่าย สำหรับไวรัสโรทานี้ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันได้แล้ว

และควรล้างมือด้วยสบู่ให้สะอาดทุกครั้งก่อนปรุงหรือรับประทานอาหาร และภายหลังจากการเข้าห้องน้ำ

'อาการท้องเสียที่เกิดจากเชื้อ"โนโรไวรัส' คลื่นไส้ รุนแรง.. อาจถึงตาย!

“ห้องปฏิบัติการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เฝ้าระวังโรคอุจจาระร่วงทั้งจาก 2 ไวรัส ซึ่งข้อมูลการเฝ้าระวังทางห้องปฏิบัติการตั้งแต่ปี 2557 - ต.ค. 2560 ได้รับตัวอย่างทั้งจากผู้ป่วยและน้ำดื่มน้ำใช้ ที่คาดว่าเป็นสาเหตุของการเกิดโรคอุจจาระร่วง จํานวนทั้งสิ้น 990 ตัวอย่าง พบตัวอย่างที่ให้ผลบวก หรือพบไวรัส จำนวน 273 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 27.6 เมื่อนำตัวอย่างที่ให้ผลบวกมาจำแนกชนิดของไวรัส พบว่า ไวรัสโนโร เป็นไวรัสที่พบมากคิดเป็นร้อยละ 76.2 ของจำนวนตัวอย่างที่ให้ผลบวก และ GII เป็นจีโนกรุ๊ปที่พบมากที่สุด ที่เหลือเป็นไวรัสโรตา คิดเป็นร้อยละ 19.8 ของจำนวนตัวอย่างที่ให้ผลบวก 

ทั้งนี้ สาเหตุหนึ่งที่ทำให้อัตราการพบไวรัสโรตาในกลุ่มอาการอุจจาระร่วงลดลงนี้มีผลมาจากการใช้วัคซีนที่มีประสิทธิภาพ” นพ.สุขุม กล่าวและว่า เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นโรคอุจจาระร่วง ประชาชนควรดื่มน้ำที่สะอาดหรือน้ำต้มสุก รับประทานอาหารที่สะอาด และปรุงสุกใหม่ๆ ไม่ควรรับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ หรืออาหารที่มีแมลงวันตอม หากจะเก็บอาหารที่ค้างมื้อควรเก็บไว้ในตู้เย็น และก่อนรับประทานต้องอุ่นให้ร้อนทุกครั้ง 

และควรล้างมือด้วยสบู่ให้สะอาดทุกครั้งก่อนปรุงหรือรับประทานอาหาร และภายหลังจากการเข้าห้องน้ำ


ขอบคุณข้อมูลจาก

https://mgronline.com/qol/detail/9610000002877

ภาพจาก www.google.co.th

แชร์