"ศ.ดร. สมภาร พรหมทา"นักวิชาการชื่อดัง..แจงยิบกรณี คำสอนเจ้าอาวาสธรรมกาย!!!

เอกสารข้างล่างนี้ผมเขียนให้ตำรวจที่ทำ คดีวัดพระธรรมกาย คดีหนึ่งตามคำร้องขอ เพื่อให้ตำรวจมีข้อมูลก่อนตัดสินใจสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง ผมเขียนให้เพราะถือว่าเป็นหน้าที่ ในฐานะนักวิชาการ ไม่คิดว่ากำลังช่วยใคร แต่คิดว่าตนรู้และคิดอย่างไรที่อาจเป็นประโยชน์ http://winne.ws/n22309

4.3 พัน ผู้เข้าชม
"ศ.ดร. สมภาร พรหมทา"นักวิชาการชื่อดัง..แจงยิบกรณี คำสอนเจ้าอาวาสธรรมกาย!!!

เอกสารข้างล่างนี้ผมเขียนให้ตำรวจที่ทำ คดีวัดพระธรรมกาย คดีหนึ่งตามคำร้องขอ เพื่อให้ตำรวจมีข้อมูลก่อนตัดสินใจสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง 

ผมเขียนให้เพราะถือว่าเป็นหน้าที่ ในฐานะนักวิชาการ ไม่คิดว่ากำลังช่วยใคร แต่คิดว่าตนรู้และคิดอย่างไรที่อาจเป็นประโยชน์ในการอำนวย ความยุติธรรม แก่เพื่อนมนุษย์ก็ควรทำ 

นักวิชาการต้องเปิดกว้างแก่ทุกฝ่าย ฝ่ายที่ฟ้องร้องวัดพระธรรมกายหากอยากมาปรึกษาผมก็ยินดีครับ

"ศ.ดร. สมภาร พรหมทา"นักวิชาการชื่อดัง..แจงยิบกรณี คำสอนเจ้าอาวาสธรรมกาย!!!

ศูนย์ศึกษาพุทธปรัชญา
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐

เรียน ท่านที่เกี่ยวข้อง

ผมชื่อ ศาสตราจารย์ ดร. สมภาร พรมทา ประวัติการทำงานโดยย่อคือ (ก) ระหว่างปี ๒๕๓๕-๒๕๕๙ เป็นอาจารย์ประจำ (ตำแหน่งทางวิชาการสุดท้ายคือศาสตราจารย์ทางปรัชญา) วิจัยและสอนทางนิติปรัชญา ปรัชญาสังคมและการเมือง และพุทธปรัชญาเป็นต้น ที่ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

(ข) ๒๕๕๙-ปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาพุทธปรัชญา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ขอให้ความเห็นเชิงวิชาการเกี่ยวกับประเด็นที่ท่านเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย และพวกถูกกล่าวหาว่าทำผิดพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ฉบับปัจจุบัน โดยการนำเข้าซึ่งข้อมูลที่เป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์สาธารณะที่คนทั่วไปเข้าถึงได้ ดังนี้

๑. ประเด็นหลักการ

​ผมขอแยกเป็นสองเรื่องคือหลักการทาง นิติปรัชญา กับ หลักการทางปรัชญาศาสนา

1. หลักการทางนิติปรัชญา โดยทั่วไป อาชญากรรมที่กฎหมายของรัฐมีความชอบธรรมจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้จะเป็นอาชญากรรมที่ชัดเจน อันแสดงออกทางกายหรือวาจา โดยที่การแสดงออกนั้นมีคนได้รับความเดือดร้อนเสียหาย ในทางนิติปรัชญา อาชญากรรมทางความคิดไม่มี เพราะเราถือกันว่าสังคมจะไม่เจริญหากมีการปิดกั้นการเสนอความคิด 

 ในมหาวิทยาลัยการเสนอความคิดเป็นสิ่งปกติธรรมดา และเป็นสิ่งที่เราให้ค่าว่าเป็นสิ่งที่ดี ศาสตราจารย์สอนมหาวิทยาลัยที่เด่นๆ ของโลกเหมือนกันอย่างหนึ่งคือเป็นคนคิดและเสนอเรื่องใหม่ๆ ในทางปัญญาอยู่เสมอ 

เป็นไปได้ที่ความคิดบางอย่างมหาชนอาจไม่ชอบ เช่น เห็นว่าบุตรไม่มีหน้าที่ต้องตอบแทนบุญคุณบิดามารดา หากจะเอาผิดความคิดเช่นนี้ก็ต้องมีหลักฐานว่าเจ้าของความคิดได้พูดหรือเขียนออกไปแล้วสิ่งที่เขาคิดทำให้มีคนเดือดร้อนเสียหายอย่างชัดแจ้ง หากพิสูจน์ไม่ได้ ความคิดนั้นก็ไม่ถือว่าเป็นอาชญากรรม 

ในทางนิติปรัชญาเราถือกันว่าความชั่วบางอย่างไม่เป็นอาชญากรรม แต่ความชั่วบางอย่างเป็น ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายต้องแยกให้ได้ ความชั่วที่เป็นอาชญากรรมต้องมีคนเดือดร้อนเสียหาย

"ศ.ดร. สมภาร พรหมทา"นักวิชาการชื่อดัง..แจงยิบกรณี คำสอนเจ้าอาวาสธรรมกาย!!!

2. ในทางปรัชญาศาสนา เราถือกันว่า ศาสนาเน้นที่ความคิด ความเชื่อ โดยทั่วไป กฎหมายของรัฐจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง เพราะถือว่าศาสนาเป็นเรื่องที่อยู่ในหัวหรือในใจของคน กฎหมายเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เขาพูดออกมาหรือทำออกมาเท่านั้น การบอกว่าศาสนาเอาเปรียบคนเป็นเรื่องยากมาก 


ทุกศาสนาจะสอนสิ่งที่ตรวจสอบไม่ได้ ในประเทศตะวันตกการสอนว่าพระเจ้าสร้างโลกไม่ผิดกฎหมาย 

 การสอนว่าคุณบริจาคเงินให้โบสถ์ ตายแล้วพระเจ้าจะรับคุณไปอยู่ในสวรรค์ก็ไม่ผิดกฎหมายไม่มีประเทศใดในยุโรป และอเมริกาเอาผิด นักเทศน์ก็ออกโทรทัศน์และเสนอความคิดเช่นนี้ใoอินเตอร์เน็ต เป็นเรื่องปกติธรรมดา

แต่ที่กล่าวนี้ไม่ได้แปลว่ารัฐจะมีกฎหมายควบคุมศาสนาไม่ได้ กฎหมายมีได้และสมควรมี โดยทั่วไปหากการแสดงออกในทางศาสนาเป็นไปตามความเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจคือ

 เชื่ออย่างนั้นจริงๆ รัฐจะไม่เกี่ยวข้อง เพราะไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่าความเชื่อเหล่านั้น (เช่นพระเจ้ามีจริง นิพพานมีจริง นรกสวรรค์มีจริง) จริงหรือเท็จ 

แต่หากคนที่เอาสิ่งเหล่านี้มาเสนอแสดงพฤติกรรมที่ส่อว่ามีเจตนาไม่บริสุทธิ์ ต้องการใช้สิ่งที่ตนสอนเอาเปรียบคนอื่น หากพิสูจน์ได้ชัดเจนเช่นนั้น กฎหมายของรัฐก็เข้าไปเกี่ยวข้องได้ แต่กรณีเช่นนี้ก็เกิดได้ไม่ง่าย ยกเว้นการใช้ศรัทธาทางศาสนาที่อาจเข้าข่ายว่าเป็นไปในทางทำลาย เช่น 

 เทศน์เพื่อชวนคนฆ่าตัวตายหมู่ อันนี้กฎหมายมีสิทธิ์เข้าไปยับยั้งหรือเอาผิด สรุปคือการสอนศาสนาโดยผู้สอนเชื่อสิ่งที่ตนสอน แม้สิ่งนั้นตรวจสอบไม่ได้ ก็ไม่เคยมีการเอาผิดในฐานะสอนความเท็จ 


ประเทศที่กฎหมายเจริญแล้วเช่นอเมริกาหรือยุโรปก็ไม่เอาผิด หากเอาผิดก็จะเป็นเรื่องประหลาด

"ศ.ดร. สมภาร พรหมทา"นักวิชาการชื่อดัง..แจงยิบกรณี คำสอนเจ้าอาวาสธรรมกาย!!!
"ศ.ดร. สมภาร พรหมทา"นักวิชาการชื่อดัง..แจงยิบกรณี คำสอนเจ้าอาวาสธรรมกาย!!!

๒. ประเด็นรายละเอียด


ท่านเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย 
สอนเรื่องการถวายข้าวพระพุทธเจ้า สอนว่าพระนิพพานเป็นอัตตา เป็นบ้านเป็นเมือง และสอนว่าคนบางคนทำกรรมอย่างนี้อย่างนั้นตายแล้วจะไปเกิดเป็นนั่นเป็นนี่ 

โดยภาพรวมการสอนทั้งหมดนี้เป็น เรื่องปกติธรรมดาในทางศาสนา คือทุกศาสนาในโลกจะมีเนื้อหาส่วนใหญ่อยู่พ้นการตรวจสอบด้วยประสาทสัมผัสเช่นนี้


เฉพาะพุทธศาสนาเอง สิ่งที่ท่านเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายสอนก็ไม่ใช่ของใหม่ แต่มีมายาวนานในประวัติศาสตร์พุทธศาสนา 

ซึ่งผมขอพูดรวบรัดดังนี้ เมื่อพระพุทธเจ้านิพพานคือตาย มีชาวพุทธแบ่งเป็น 2 พวก

>> 1. พวกหนึ่งเชื่อว่าท่านตายแต่ร่าง ส่วนวิญญาณของท่านยังอยู่ในพระนิพพาน 

>> 2. อีกพวกเชื่อว่าเมื่อตายแล้ว ทั้งร่างและวิญญาณของท่านดับไป คือหายไปจากจักรวาล 

ชาวพุทธมหายานส่วนใหญ่เชื่อ "แบบแรก" ชาวพุทธเถรวาทส่วนใหญ่เชื่อ "แบบหลัง" 

 สำนักธรรมกายเชื่อแบบแรก คือเชื่อเหมือนชาวพุทธในจีน ญี่ปุ่น เวียดนาม เกาหลี เป็นต้น ผมไม่คิดว่าความเชื่อเช่นนี้เป็น อาชญากรรม 

พระพุทธศาสนาในประเทศมหายานเหล่านี้ก็เจริญรุ่งเรือง มีผลต่อการสร้างชาติเหล่านี้เช่นเดียวกับนิกายเถรวาทในไทย พม่า ลังกา ลาว เป็นต้น

​สมมติเราจะถามว่า...

วัดพระธรรมกาย เชื่อค่อนไปทาง มหายาน แต่ประเทศไทยนับถือ นิกายเถรวาท อันนี้จะพิจารณาว่าอย่างไรในทางประวัติศาสตร์ศาสนาเรื่องนี้ก็ไม่แปลก เพราะทุกนิกายศาสนาจะมีคนส่วนน้อยเสมอ มหายาน ก็มีนิกายเซน ที่ไม่เชื่อว่าพระพุทธเจ้ายังอยู่ในนิพพาน 


วัดพระธรรมกาย เป็นคนส่วนน้อยแบบเดียวกับเซน วงการพุทธศาสนาไม่ถือว่าเป็นปัญหา ตรงข้ามเรากลับยินดีที่มีสำนักพุทธส่วนน้อยเช่นนี้ 


 และที่น่าสนใจคือ สำนักพุทธส่วนน้อยในประเทศพุทธบางทีกลับเป็นสำนักที่ทำประโยชน์ต่อประเทศนั้นมาก เช่นที่นิกายเซนทำต่อญี่ปุ่น ญี่ปุ่นก้าวหน้าเพราะนิกายส่วนน้อยนี้

การสอนว่าคนทำบาปจะไปตกนรก ทำบุญจะไปสวรรค์ พระในพุทธศาสนาสอนกันมาอย่างนี้ทั้งนั้น 

กรณีท่านเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายอาจต่างไปจากท่านอื่นคือท่านมีรายการโทรทัศน์ มีการทำภาพประกอบ และบางทีเนื้อหาก็ใช้คนร่วมสมัย เช่น สตีฟจอบส์ เป็นตัวอย่างศึกษา 

แต่โดยสาระสิ่งที่ท่านสอนเป็นความเชื่อพื้นฐานของพุทธศาสนา มีปรากฏทั่วไปในคัมภีร์ ต่างเพียงตัวละครในคัมภีร์เป็นคนอินเดียโบราณเท่านั้น

"ศ.ดร. สมภาร พรหมทา"นักวิชาการชื่อดัง..แจงยิบกรณี คำสอนเจ้าอาวาสธรรมกาย!!!

๓. สรุป

​ผมคิดว่าท่านที่เกี่ยวข้องทางด้านกฎหมายต้องถามว่า สิ่งที่ท่านเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายทำสมควรถือว่าเป็นอาชญากรรมไหม นี่คือหัวใจของเรื่องทั้งหมดที่ผมไม่มีหน้าที่วินิจฉัย 


 ผมพูดได้เพียงว่า จะตอบคำถามนี้ได้ก็ต้องดูว่าใครเสียหาย เดือดร้อน ถูกเอาเปรียบ ถ้าไม่ชัด ประเด็นที่กล่าวหาว่าท่านนำสิ่งที่เป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ก็อ่อนมาก 

สิ่งที่เป็นเท็จตามกฎหมาย หมายถึง สิ่งที่ไม่จริง (พิสูจน์ได้ชัด) แล้วสร้างความเดือดร้อนเสียหายแก่บุคคลอื่นหรือสังคม (พิสูจน์ได้ชัดแจ้งเช่นกัน) ไม่ได้หมายถึงการสอนสิ่งที่ศาสนาของตนสอนมายาวนาน สิ่งที่ทุกศาสนาสอนจำนวนมากตรวจสอบว่าจริงหรือเท็จไม่ได้ ดังนั้นจึงไม่มีกฎหมายในประเทศเสรีประชาธิปไตยทั้งหลายในโลกสนใจเอาผิดเรื่องแบบนี้ 

สำหรับผม...

การสอนว่าพระพุทธเจ้ายังอยู่ในพระนิพพาน เราจึงทำพิธีถวายภัตตาหารท่านได้ก็ดี 

การสอนว่าพระนิพพานเป็นอัตตา เป็นบ้านเป็นเมืองก็ดี 

การสอนว่าสตีฟจอบส์ทำอะไรไว้ และตอนนี้ไปอยู่ที่ไหนก็ดี 

พิสูจน์ว่าเท็จไม่ได้ พิสูจน์ว่าจริงก็ไม่ได้.! 

เมื่อเป็นอย่างนี้กฎหมายคงเข้าไปเกี่ยวข้องโดยกล่าวหาว่าเป็นข้อมูลที่เป็นเท็จไม่ได้ หากชาวพุทธบางส่วนไม่เห็นด้วยกับการสอนเช่นนี้ช่องทางที่มีเหตุผลคือช่องทางทางวิชาการเช่นเขียนงานวิจัยโต้แย้ง 


จะใช้กฎหมายปิดกั้นหรือลงโทษไม่ได้ เพราะเป็นความเชื่อทางศาสนาอันเป็นเรื่องของบุคคลหรือกลุ่มบุคคล ไม่ใช่อาชญากรรม

(ศาสตราจารย์ ดร. สมภาร พรมทา)

หมายเหตุ-ความเห็นทั้งหมดนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผม ไม่เกี่ยวกับหน่วยงานที่ผมสังกัดอยู่ ที่ให้ชื่อหน่วยงานเพื่อความสะดวกในการติดต่อแก่ผู้เกี่ยวข้องเช่นตำรวจ

Cr. สมภาร พรมทา Facebook

"ศ.ดร. สมภาร พรหมทา"นักวิชาการชื่อดัง..แจงยิบกรณี คำสอนเจ้าอาวาสธรรมกาย!!!
แชร์