ครบรอบ 260 ปี นิกายสยามวงศ์ในแผ่นดินลังกา
ครบรอบ 260 ปี นิกายสยามวงศ์ในแผ่นดินลังกา ที่พิพิธภัณฑ์พระอุบาลีมหาเถระ http://winne.ws/n110
พิพิธภัณฑ์พระอุบาลีมหาเถระตั้งอยู่ภายในวัดธรรมารามริมแม่น้ำเจ้าพระยาฟากตะวันตกนอกเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา ก่อตั้งขึ้นเพื่อรำลึกถึงพระอุบาลีมหาเถระและเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ260 ปีแห่งการฟื้นฟูพระพระพุทธศาสนานิกายสยามวงศ์ในแผ่นดินลังกา โดยทำพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2556
พระอุบาลีมหาเถระเป็นพระสงฆ์ที่มีชีวิตอยู่ในรัชสมัยรัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศในยุคนั้นเป็นช่วงเวลาที่พระพุทธศาสนาภายในศรีลังกาเสื่อมสิ้น ไม่มีสมณะเพศให้เห็นขาดแคลนพระสงฆ์ที่จะสืบทอด กษัตริย์ศรีลังกาจึงส่งคณะทูตานุทูตเข้ามาเจริญพระราชไมตรีกับกรุงศรีอยุธยาและขอพระราชทานคณะสงฆ์จากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศเพื่อไปบำรุงพุทธศาสนาในศรีลังกา
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศโปรดคัดเลือกพระสงฆ์ที่มีความรู้ความสามารถทั้งในด้านวัตรปฏิบัติและเชี่ยวชาญท้องพระไตรปิฏกคือพระอุบาลีมหาเถระ ซึ่งขณะนั้นจำพรรษาอยู่วัดธรรมารามโดยจัดคณะสมณทูตมีพระอุบาลีเป็นหัวหน้า พร้อมด้วยพระอริยมุนี พระสงฆ์อีก18 รูป และสามเณร 8 รูปเดินทางมุ่งหน้าไปสืบพระพุทธศาสนายังศรีลังกา เมื่อวันพฤหัสบดี ขึ้น 1 ค่ำ เดือนยี่ ปี พ.ศ. 2294 อย่างไรก็ดีการเดินทางครั้งแรกไม่ประสบความสำเร็จเรือประสบเหตุเกยตื้นที่เมืองนครศรีธรรมราช การเดินทางครั้งที่สองโดยสารเรือพ่อค้าฮอลันดา ชื่อเรือเซซิเลียพระอุบาลีมหาเถระ พระอริยมุนีพร้อมกับพระสงฆ์ 16 รูปใช้เวลาเดินทางรอนแรมกว่า 5 เดือน 4 วัน จึงถึงจุดหมาย
เมื่อเดินทางถึงศรีลังกาท่านได้พำนักอยู่ ณ วัดบุบผารามวิหาร โดยคณะสงฆ์ไทยได้สืบทอดพระพุทธศาสนาในศรีลังกาโดยได้บวชกุลบุตรลังกาอายุ 20 ปี ขึ้นไปเป็นพระกว่า 700รูป และบวชสามเณรที่อายุต่ำกว่า 20 ปี ราว 3,000รูป ท่านได้วางรากฐานพระพุทธศาสนาในศรีลังกาจนพระพุทธศาสนาหยั่งรากลึกใช้เวลากว่า 3 ปี และท่านได้มรณภาพ ณ ศรีลังกา เมื่อปี พ.ศ. 2298 พระเจ้ากีรติศรีราชสิงหะโปรดเกล้าฯให้พระราชทานเพลิงศพของสมพระเกียรติ รวมระยะเวลา 2 ปี 9เดือน ที่ท่านได้ปฏิบัติศาสนกิจฟื้นฟูพระพุทธศาสนาบนแผ่นดินลังกา
ปี พ.ศ. 2556 เป็นปีที่ครบรอบ 260ปี ความสัมพันธ์ทางพุทธศาสนาระหว่างสยามกับศรีลังกาเนื่องจากวัดธรรมาราม เป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์พุทธศาสนาคือเป็นที่จำพรรษาของพระอุบาลีมหาเถระ กับพระอริยมุนีมหาเถระจึงได้รับงบประมาณจากสำนักงานพระพุทธศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม เพื่อก่อตั้งพิพิธภัณฑ์พระอุบาลีมหาเถระ โดยดัดแปลงศาลาการเปรียญหลังเก่าจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์
พื้นที่จัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์เป็นไปอย่างกะทัดรัดและจัดแสดงแบบเรียบง่ายโดยแบ่งส่วนการนำเสนออย่างชัดเจนเมื่อก้าวเข้าไปภายในจะพบกับรูปสลักไม้ของพระอุบาลีสูง 180 ซม.ที่ทางรัฐบาลศรีลังกาส่งมอบถวายวัด โดยประดิษฐานด้านหน้าธรรมาสน์เก่าแก่ของวัดพร้อมบทอธิฐานบูชา ส่วนต่อมาเป็นนิทรรศการสองภาษา(ไทย-อังกฤษ)ให้ความรู้เกี่ยวกับพุทธศาสนา การปฏิสังขรณ์ การสร้างวัดวาอารามและเหตุการณ์สำคัญเกี่ยวกับพุทธศาสนาในรัชสมัยกษัตริย์ต่างๆ ของกรุงศรีอยุธยา ส่วนต่อมาว่าด้วยเรื่องวิกฤตพุทธศาสนาบนแผ่นดินลังกา จากแผ่นดินที่เป็นบ่อเกิดพุทธศาสนาลัทธิเถรวาท แบบลังกาวงศ์มีพระสงฆ์จากสยาม มอญ พม่า ล้านนา กัมพูชาต่างพากันไปรับพิธีอุปสมบทจากมหาเถระลังกาวงศ์ นำมาประดิษฐานในแผ่นดินตนเองแล้วเหตุใดเล่าจึงเกิดวิกฤตการณ์ที่เหลือสามเณรเพียงไม่กี่สิบรูปส่วนพระสงฆ์ไม่เหลืออยู่เลย ซึ่งมีเหตุหลายประการ ได้แก่การรุกรานของพวกทมิฬและนักล่าอาณานิคมตะวันตก ที่เผาทำลายพระไตรปิฏกบังคับให้พระสึก รวมถึงราชสำนักเองที่แย่งชิงราชสมบัติและคณิณนานเส ฆราวาสนุ่งขาวห่มขาว ที่ทำพิธีกรรมแทนสงฆ์ สร้างความสับสนให้ผู้คน
จากนั้นก็เล่าถึงภารกิจสมณทูตของพระอุบาลีมหาเถระและพระอริยมุนีมหาเถระด้วยนิทรรศการและเล่าผ่านการฉายวีดิทัศน์ในห้องมัลติมีเดียขนาดเล็กจำลองเรือที่พระอุบาลีโดยสารพร้อมจอภาพขนาดใหญ่ประกอบแสงสีเสียงขนาดย่อมเพื่อให้ผู้ชมเห็นภาพและจดจำเรื่องราวอย่างง่ายๆซึ่งอาจถือว่าเป็นไฮไลท์ของพิพิธภัณฑ์
หลังออกมาจากห้องฉายวีดิทัศน์ เป็นส่วนจัดแสดงที่ว่าด้วยเรื่องการประดิษฐานสยามวงศ์ในแผ่นดินลังกาหรือการภารกิจเผยแพร่พุทธศาสนาของพระอุบาลีมหาเถระในแผ่นดินลังกานั่นเองหากใครไม่สันทัดการอ่าน ก็สามารถยืนชมการเล่าผ่านแอนนิเมชั่นในหน้าจอทีวีได้ อีกมุมหนึ่งใกล้กันจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้(จำลอง)ของพระอุบาลีมหาเถระอาทิ ย่าม พัดสมณศักดิ์พระสังฆราชาสรณังกร บาตรเสลี่ยงคานหาม รวมถึงผอบจำลองบรรจุพระเขี้ยวแก้ว
พิพิธภัณฑ์พระอุบาลีมหาเถระ มีอดีตข้าราชการครู 2 ท่าน เป็นอาสาสมัครมาช่วยงานพิพิธภัณฑ์ ทั้งนำชม และเปิดปิดพิพิธภัณฑ์ แม้จะมีพื้นที่จัดแสดงไม่มากนักแต่การออกแบบและผังการจัดแสดงที่จัดเป็นสัดเป็นส่วนมีการค้นคว้าเนื้อหาที่นำเสนอในสื่อหลายประเภท ทำให้การชมพิพิธภัณฑ์ไม่น่าเบื่อใช้เวลาไม่มากแต่ได้ความรู้กลับไปเต็มเปี่ยม
ปณิตา สระวาสี /ผู้เขียน
ข้อมูลจาก: การสำรวจภาคสนามวันที่ 11 กันยายน 2558
สัมภาษณ์พระอธิการประสาท เขมปุญโญ เจ้าอาวาสวัดธรรมาราม วันที่ 11กันยายน 2558.
Credit http://www.sac.or.th/databases/museumdatabase/review_inside_ByMember_Detail.php?id=1793&CID=92907

