คนพาลกับบัณฑิตต่างกันอย่างไร?

ในการฝึกความเป็นชาวพุทธให้เข้มแข็งทำอย่างไร? สิ่งแรกที่ต้องมองให้ออกคือนิสัยทั้งดีและไม่ดีของตัวเราเอง โดยเฉพาะนิสัยพาลกับบัณฑิตที่มีอยู่ในตัวเรา http://winne.ws/n1993

5.1 พัน ผู้เข้าชม
คนพาลกับบัณฑิตต่างกันอย่างไร?

ในการฝึกความเป็นชาวพุทธให้เข้มแข็งทำอย่างไร? สิ่งแรกที่ต้องมองให้ออกคือนิสัยทั้งดีและไม่ดีของตัวเราเอง โดยเฉพาะนิสัยพาลกับบัณฑิตที่มีอยู่ในตัวเรา

พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า คนในโลกนี้ ถ้าแบ่งออกจะได้ 2 กลุ่มใหญ่ กลุ่มคนพาล อีกกลุ่มคือบัณฑิต แล้วต่างกันอย่างไร?

คนพาลกับบัณฑิตวัดกันที่ความหล่อความสวยใช่ไหม ? ไม่ใช่

วัดกันที่การศึกษา ใช่ไหม ? ไม่ใช่

วัดกันที่ยศ ใช่ไหม ? ไม่ใช่

วัดกันที่ความรวย ความจน ใช่ไหม ? ไม่ใช่ 

 ติดสัญลักษณ์ หน้าตาอย่างนี้คนพาล หรือหน้าตาอย่างนี้ บัณฑิต ใช่ไหม ? ไม่ใช่ 

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า คนพาลกับบัณฑิตนั้นมีความต่างกันอยู่ตรงที่ "ใจ"

ทุกคนมีโอกาสเป็นพาลและบัณฑิต ไม่ว่าจะเป็นฆราวาสหรือเป็นพระ 

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดว่า ลักษณะของคนพาลคือ "มีการเพ่งโทษผู้อื่นเป็นกำลัง เป็นพวกชอบการจับผิดคนอื่น ส่วนลักษณะของบัณฑิตมีการแก้ไขปรับปรุงตนเองเป็นกำลัง"

คนพาลกับบัณฑิตต่างกันอย่างไร?

บุคคลที่อยากรู้ว่าตนเองเป็นคนพาล หรือเป็นบัณฑิต ครั้นเมื่อไปส่องกระจกดู ทั้ง ๆ ที่รู้แก่ใจตนว่า มีเชื้อพาลอยู่เต็มตัว แต่พอเห็นเงาตัวเองเท่านั้น กลับกลายเป็นหลงไปว่า ตัวเองเป็นบัณฑิตกันทุกคน

ทุกคนมีเชื้อพาลและบัณฑิตอยู่ในตัวผลัดกันขึ้น ๆ ลง ๆ แต่เรายังมีเชื้อดีอยู่มากด้วย เราจึงพยายามแก้ไขตัวเองอย่างไม่ย่อท้อ ดังนั้นเราต้องเข้มแข้งในการฝึกนิสัยการเป็นบัณฑิตให้เพิ่มพูนยิ่งขึ้น เรียกว่า "วิสัยบัณฑิต" นั่นเอง 

"วิสัยบัณฑิต" แปลว่าผู้มีความชำนาญในการรักษาใจให้บริสุทธิ์ ผ่องใสเป็นปกติ ไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์ร้ายหรือดีเพียงใดก็ตาม

ดังนั้น ผู้เป็นบัณฑิตที่แท้จริงนั้น "ไม่ว่าจะมีเหตุการณ์หรือสถานการณ์ใดเกิดขึ้นก็ตาม ตามวิสัยบัณฑิต ต้องพยายามปรับสภาพใจไม่ให้กระเพื่อม หรือกระเพื่อมก็น้อยที่สุด"

จากหนังสือ วิสัยบัณฑิต

อ้างอิง ยมวรรคที่ ๑.ขุ.ธ.๔๐/๑๑/๑-๒ (มมร.)

ฐานสูตร.องฺ จตุกุก ๓๕/๑๑๕/๓๑๐-๓๑๑ (มมร.) 

ขอบคุณภาพจาก www.google.com

แชร์