รู้จัก"ฮาวเวิร์ด ชูลท์ซ"จากเด็กยากจนสู่การเป็น เจ้าของ "Starbucks" กว่า27,000 สาขาทั่วโลก

หลังจากที่ฮาวเวิร์ดได้ลองชิมกาแฟที่ร้าน Starbucks เขาก็ตกหลุมรักในตัวธุรกิจนี้ในทันทีทันใด และความคิดหนึ่งก็พุ่งขึ้นมาในหัวของเขาว่า ไม่ว่าจะยังไงฉันก็จะต้องเป็นส่วนใดส่วนหนึ่งของธุรกิจนี้ให้จงได้ http://winne.ws/n24894

2.7 พัน ผู้เข้าชม
รู้จัก"ฮาวเวิร์ด ชูลท์ซ"จากเด็กยากจนสู่การเป็น เจ้าของ "Starbucks" กว่า27,000 สาขาทั่วโลก

ฮาวเวิร์ด ชูลท์ซ (Howard Schultz) เกิดเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม ในปี 1953 ในย่าน Brooklyn, New York พ่อของเขาคือ Fred Schultz เป็นอดีตทหารในกองทัพสหรัฐฯ และแม่ของเขา Elaine Schultz โดยมีพี่น้องอีก 2 คน คือ Ronnie ผู้เป็นน้องสาว และพี่ชายของเขา Michael เขาเติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่ยากจน พ่อและแม่ของเขาต้องรับจ้างทำงานรายวันและมีชีวิตขัดสน’

รู้จัก"ฮาวเวิร์ด ชูลท์ซ"จากเด็กยากจนสู่การเป็น เจ้าของ "Starbucks" กว่า27,000 สาขาทั่วโลก

   ฮาวเวิร์ดเล่าให้ฟังว่า ตอนที่เขาอายุได้ 7 ขวบ เขาเห็นพ่อของเขาประสบอุบัติเหตุข้อเท้าแตกจนไม่สามารถออกไปรับจ้างขับรถส่งของได้อีก แถมยังไม่มีประสุขภาพและไม่มีเงินมากพอที่จะไปหาหมอ ครอบครัวของฮาวเวิร์ดจึงมีรายได้เพียงซื้ออาหารเลี้ยงปากท้องไปวัน ๆ เท่านั้น

   ตอนที่ฮาวเวิร์ดอายุได้ 12 ขวบ เขาทำงานเป็นคนขายหนังสือพิมพ์และทำงานที่ร้านกาแฟแถว ๆ ย่านที่พักอาศัยและเมื่อเขาอายุได้ 16 ปี ก็ได้เข้าไปรับจ๊อบที่ร้านขายขนสัตว์เพื่อนำไปทำเป็นเสื้อขนสัตว์ ซึ่งเป็นงานที่หนักมากงานหนึ่งสำหรับเขาในตอนนั้น แต่นั่นมันก็เพาะบ่มให้เขามีความขยันและอดทนต่อความยากลำบาก

รู้จัก"ฮาวเวิร์ด ชูลท์ซ"จากเด็กยากจนสู่การเป็น เจ้าของ "Starbucks" กว่า27,000 สาขาทั่วโลก

   แต่ด้วยความที่เขามีความโดดเด่นและมีทักษะทางด้านกีฬา จึงได้รับทุนไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัยนอร์ทเทิร์น มิชิแกน ในปี 1971 และจบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านการสื่อสารมวลชน ในปี 1975 เขาได้เข้าทำงานเป็นผู้บริหารทีมขายที่บริษัท Xerox ในปี 1979 เขามีโอกาสเข้าทำงานในตำแหน่งผู้บริหารของบริษัทสัญชาติสวีเดน ที่ Hamamaplast ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านรวมไปถึงเครื่องบดกาแฟที่ส่งให้กับร้านอย่าง Starbucks อีกด้วย และฮาวเวิร์ดก็ค้นพบว่ามีบริษัทเล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่ชื่อ Starbucks นั้น สั่งเครื่องชงกาแฟจากบริษัทของเขามากกว่าร้านอื่น ๆ เขาจึงตัดสินใจนัดพบและพูดคุยกับเจ้าของร้าน Starbucks และเดินทางไปยัง Seattle

   โดย บริษัท Starbucks Coporation เป็นร้าน Coffee Shop อยู่ในเมือง Seattle ที่ก่อตั้งโดยพาร์ทเนอร์ 3 คน คือ Jerry Baldwin ซึ่งเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ, Zev Siegl คุณครูสอนประวัติศาสตร์ และ Gordon Bowker เป็นนักเขียน ซึ่งทั้งสามคนนี้มีความหลงใหลในการดื่มกาแฟเป็นอย่างมาก จึงตัดสินใจที่จะหุ้นส่วนกันเพื่อเปิดร้านกาแฟเล็ก ๆ ใน Seattle โดยชื่อ Starbucks นั้น มีที่มาจากตัวละครหนึ่งในนิยายที่ชื่อว่า Herman Melville’s novel “Moby-Dick.” ซึ่งเป็นนางเงือกสองหาง จึงกลายเป็นที่มาของสัญลักษณ์โลโก้ของ Starbucks ในปัจจุบันนี้นี่เอง

รู้จัก"ฮาวเวิร์ด ชูลท์ซ"จากเด็กยากจนสู่การเป็น เจ้าของ "Starbucks" กว่า27,000 สาขาทั่วโลก

และหลังจากที่ฮาวเวิร์ดได้ลองชิมกาแฟที่ร้าน Starbucks เขาก็ตกหลุมรักในตัวธุรกิจนี้ในทันทีทันใด และความคิดหนึ่งก็พุ่งขึ้นมาในหัวของเขาว่า ไม่ว่าจะยังไงฉันก็จะต้องเป็นส่วนใดส่วนหนึ่งของธุรกิจนี้ให้จงได้ ซึ่งคำแนะนำแรกจากฮาวเวิร์ดที่แนะนำต่อ Jerry Baldwin ว่า ร้านกาแฟของเขานั้น มีศักยภาพมากพอที่จะเปิดสาขาเพิ่ม และในวันรุ่งขึ้นฮาวเวิร์ดก็ถูกเชิญชวนให้ไปเป็นผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดที่ร้านของ Starbucks ในค่าจ้างที่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของเงินเดือน ณ ปัจจุบันซะอีก และในปี 1982 Howard Schultz ก็ตัดสินใจย้ายมาทำงานที่ร้าน Starbucks ใน Seattle

A Starbucks coffee shop is seen Warsaw, Poland on April 2, 2018. (Photo by Jaap Arriens/NurPhoto via Getty Images)

รู้จัก"ฮาวเวิร์ด ชูลท์ซ"จากเด็กยากจนสู่การเป็น เจ้าของ "Starbucks" กว่า27,000 สาขาทั่วโลก

   ต่อมาในปี 1983 ขณะที่ฮาวเวิร์ดอยู่ในระหว่างการเดินทางเพื่อจัดซื้อสินค้า เขาก็ได้พบกับร้านกาแฟแห่งหนึ่งในเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ซึ่งในร้านนี้ทำให้เขาเห็นว่าร้านกาแฟ ไม่ได้จำเป็นต้องขายแค่กาแฟเสมอไป แต่ร้านกาแฟยังเป็นที่พบปะของผู้คนในชุมชนอีกด้วย ทำให้ฮาวเวิร์ดนั้นเกิดไอเดียขึ้นมาว่าอยากทำให้สตาร์บัคส์กลายเป็นแบบนี้บ้าง เขาจึงนำความคิดที่ว่านี้ไปเสนอกับผู้ก่อตั้งของสตาร์บัคส์ แต่กลับไม่มีใครยอมรับ เพราะมองว่านี่ไม่ใช่ทิศทางของสตาร์บัคส์ ฮาวเวิร์ดจึงตัดสินใจลาออกจากสตาร์บัคส์ในปี 1985

รู้จัก"ฮาวเวิร์ด ชูลท์ซ"จากเด็กยากจนสู่การเป็น เจ้าของ "Starbucks" กว่า27,000 สาขาทั่วโลก

   หลังจากที่ออกจากสตาร์บัคส์แล้ว ฮาวเวิร์ดต้องการเงิน 4 แสนดอลล่าร์ฯ (หรือราว ๆ 12 ล้านบาท) เพื่อที่จะเปิดร้านใหม่ของตัวเอง โดยการใช้เงินที่เก็บหอมรอมริบของตัวเอง และหยิบยืมเงินจากคนอื่น ๆ แล้วส่วนที่เหลือทั้งหมดก็กู้ยืมจากธนาคาร นำมาเปิดร้านกาแฟที่ชื่อว่า อิล จออร์นาเล (il Giornale) ซึ่งร้านกาแฟของเขาก็ได้รับความนิยมมาก เพราะแค่เปิดเพียงวันแรก ก็มีลูกค้ามาอุดหนุนทันทีกว่า 300 คน จึงทำให้เกิดความคิดที่จะขยายสาขา

   1 ปีต่อมาฮาวเวิร์ดได้ยินข่าวมาว่า ผู้ก่อตั้งสตาร์บัคส์ได้ประกาศขายร้านสตาร์บัคส์ ในราคา 4 ล้านดอลล่าร์(ราว ๆ 124 ล้านบาท) เนื่องจากไม่สามารถควบคุมคุณภาพของสินค้าได้ดีพอเมื่อตอนที่ร้านเริ่มขยายตัว ฮาวเวิร์ดจึงนำแผนการขยายธุรกิจไปเสนอนายทุนและหนึ่งในนั้นก็คือ Bill Gates ผู้ก่อตั้ง Microsoft ที่ก่อนหน้านี้ก็เคยลงทุนใน McDonald มาแล้วด้วย

รู้จัก"ฮาวเวิร์ด ชูลท์ซ"จากเด็กยากจนสู่การเป็น เจ้าของ "Starbucks" กว่า27,000 สาขาทั่วโลก

   แล้วก็เป็นไปด้วยดีโดยทั้งสามผู้ก่อตั้งสตาร์บัคนั้นก็ได้ก้าวออกมาจากธุรกิจแล้วอิ่มเอมไปกับรางวัลชีวิตที่พวกเขาสมควรได้รับ โดยในที่สุดฮาวเวิร์ดก็ได้กลายเป็นเจ้าของ Starbucks อย่างสมบูรณ์แบบแต่เพียงผู้เดียวและกลายเป็นผู้จัดการร้าน Starbucks สาขาแรกที่ Seattle เขาจึงรวมร้านนี้เข้ากับร้านของเขาและตั้งชื่อบริษัทว่า “Starbucks Coffee Company” 

รู้จัก"ฮาวเวิร์ด ชูลท์ซ"จากเด็กยากจนสู่การเป็น เจ้าของ "Starbucks" กว่า27,000 สาขาทั่วโลก

Howard Schultz ได้ให้คำสัญญากับเจ้าหนี้ของเขาว่า ภายใน 5 ปี เขาจะเปิดสาขาให้ได้จำนวน 125 แห่งในสหรัฐอเมริกา โดยใช้โมเดลการขยายสาขาแบบแฟรนไชส์โดยมีต้นแบบการขยายแบบ McDonald และในที่สุด ในปี 1992 เขาก็สามารถขยายสาขาได้มากกว่าที่พูดเอาไว้ตอนแรกเสียอีก

   โดยหลักการที่ฮาวเวิร์ดนำมาใช้กับ Starbucks เพื่อสร้างความแตกต่างและทำให้ได้ใจลูกค้าหลาย ๆ คนก็คือ– การให้ความสำคัญกับทีมงานและบาริสต้าที่ชงกาแฟ ที่จำเป็นจะต้องรู้เรื่องของการชงกาแฟแบบมืออาชีพเท่านั้น โดยเขาได้ไปศึกษาดูงานที่อิตาลี แล้วนำกลับมาใช้กับพนักงานของสตาร์บัค

   – การสร้างการรับรู้ให้กับลูกค้าว่า การดื่มกาแฟ มันคือศิลปะอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นอะไรที่จะต้องดูดีมีระดับ โดยพยายามสร้างภาพลักษณ์ให้กาแฟเป็นสินค้ามีระดับแตกต่างจากภาพลักษณ์ของแฮมเบอร์เบอร์ที่มีราคาถูก (แม้เบอร์เกอร์บางอันจะมีราคาสูงก็ตามที)

   – และด้วยความที่ต้องการให้สตาร์บัค เป็นบ้านหลังที่สามของลูกค้า เขาจึงให้ลูกค้ามีอิสระในการเลือกดื่ม ไม่ใช่แต่กาแฟเพรียว ๆ อย่างเดียว แต่สามารถเลือกได้ว่า จะชงแบบ ลาเต้, คาปูชิโน, เอสเพลสโซ, มอคค่า รวมไปถึงขนาดของแก้ว ประเภทของนมแบบธรรมดาทั่ว ๆ ไป หรือจะเป็นแบบไม่มีไขมัน

   – รสชาติและคุณภาพของกาแฟของแต่ละสาขาจะต้องมีความใกล้เคียงกันมากที่สุด โดยเขาอยากให้ลูกค้ารู้สึกได้ว่า แม้จะอยู่ต่างประเทศ ก็สามารถลิ้มรสกาแฟที่เหมือนอยู่บ้านเกิดได้เช่นเดียวกัน

รู้จัก"ฮาวเวิร์ด ชูลท์ซ"จากเด็กยากจนสู่การเป็น เจ้าของ "Starbucks" กว่า27,000 สาขาทั่วโลก

ในวันที่ 26 มิถุนายน ปี 1992 Howard Schultz ได้ตัดสินใจให้ Starbucks กลายเป็นบริษัทมหาชน โดยการนำเข้าในตลาดหุ้น Nasdaq (Starbucks : SBUX) ซึ่งเปิดตัวด้วยราคา 14 เหรียญฯ ต่อหุ้น และพุ่งขึ้นไปจบที่ 33 เหรียญฯ ภายในวันแรกที่เปิดระดมทุน

รู้จัก"ฮาวเวิร์ด ชูลท์ซ"จากเด็กยากจนสู่การเป็น เจ้าของ "Starbucks" กว่า27,000 สาขาทั่วโลก
รู้จัก"ฮาวเวิร์ด ชูลท์ซ"จากเด็กยากจนสู่การเป็น เจ้าของ "Starbucks" กว่า27,000 สาขาทั่วโลก

   ในปี 1994 พนักงานในสาขาที่ Califonia สังเกตได้ว่า ในช่วงฤดูร้อนนั้น มีลูกค้าสั่งกาแฟค่อนข้างน้อย เนื่องจากสตาร์บัคไม่มีเครื่องดื่มเย็น ๆ คอยบริการ ซึ่งในตอนแรกนั้น Howard Schultz ไม่เห็นด้วย เพราะกลัวที่จะทำให้กาแฟนั้นสูญเสียอรรถรสไปอย่างที่มันควรจะเป็น แต่ในที่สุดในเดือนเมษายน ปี 1995 เขาก็ได้บรรจุเมนูใหม่คือ Frappuccino ลงไปใน 550 สาขา และมันก็กลายเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็ว ซึ่งในปีเดียวกันนี้นี่เอง Frappuccino ก็กลายเป็นเมนูที่ติดอันดับ 1 ใน 10 ที่ทำกำไรสูงสุดให้กับ Starbucks ได้อีกด้วย

รู้จัก"ฮาวเวิร์ด ชูลท์ซ"จากเด็กยากจนสู่การเป็น เจ้าของ "Starbucks" กว่า27,000 สาขาทั่วโลก
รู้จัก"ฮาวเวิร์ด ชูลท์ซ"จากเด็กยากจนสู่การเป็น เจ้าของ "Starbucks" กว่า27,000 สาขาทั่วโลก

   การปรับเปลี่ยนร้านให้เป็นไปตามพฤติกรรมของลูกค้า ซึ่งเกิดขึ้นกับการเปลี่ยนแปลงของสตาร์บัคครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่ง เพราะแต่เดิมทีการตกแต่งร้านของ Starbucks นั้นได้ต้นแบบมาจากร้านกาแฟในประเทศอิตาลี แต่ด้วยพฤติกรรมของชาวอิตาเลียน ที่แตกต่างกับชาวอเมริกัน

   อิตาเลียน – อยู่ในห้องโถงเล็ก ๆ เป็นกันเองแบบบ้าน ๆ คนไม่พลุกพล่าน

   อเมริกัน – ชอบการสังสรรค์ จึงเพิ่มพื้นที่ของร้านขึ้จากเดิม 10 เท่า

   อิตาเลียน – เก้าอี้แบบบาร์สูงนั่งที่เคาน์เตอร์ นั่งรวมกันกับเพื่อนบ้านคนอื่น ๆ

   อเมริกัน – เปลี่ยนโต๊ะเก้าอี้เป็นแบบสบาย ๆ และสามารถนั่งแยกจากลูกค้าคนอื่น ๆ ซึ่งมีความเป็นส่วนตัวเพิ่มมากขึ้นการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้ ทำให้ชาวอเมริกัน เลือกที่จะมาสังสรรค์กันที่ร้านสตาร์บัค แทนที่จะเป็นร้านอาหารหรือร้านเครื่องดื่มอื่น ๆ

รู้จัก"ฮาวเวิร์ด ชูลท์ซ"จากเด็กยากจนสู่การเป็น เจ้าของ "Starbucks" กว่า27,000 สาขาทั่วโลก

   ในปี 1996 Howard Schultz ตัดสินใจแล้วว่า Starbucks จะไม่ใช่ร้านกาแฟที่อยู่ในประเทศสหรัฐฯ เพียงอย่างเดียว แต่ต้องการกลายเป็นร้านกาแฟของคนทั้งโลก เขาจึงตัดสินใจบุกที่ประเทศญี่ปุ่นก่อน จากนั้นก็ไปที่ประเทศสิงคโปร์, เกาหลีใต้, ไต้หวัน, เนเธอร์แลนด์, สวีเดนและอิสราเอล และเขายังประกาศในปี 2005 ว่า เขาจะขยายสาขาให้ได้มากกว่า 1 หมื่นสาขา

รู้จัก"ฮาวเวิร์ด ชูลท์ซ"จากเด็กยากจนสู่การเป็น เจ้าของ "Starbucks" กว่า27,000 สาขาทั่วโลก

   แต่ก็ดูเหมือนทุกอย่างจะไปได้ดีจนกระทั่งในปี 2008 เกิดวิกฤตซับไพรม์หรือที่เราคุ้นหูกันในชื่อวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ทำให้เศรษฐกิจของสหรัฐฯ ตกต่ำอย่างหนัก ผู้คนจึงหันไปดื่มกาแฟราคาถูก ทำให้กำไรของสตาร์บัคตกลงไปกว่า 28 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้ต้องปิดตัวสาขาลงกว่า 900 สาขา และสั่งปลดพนักงานกว่า 6,700 คน

รู้จัก"ฮาวเวิร์ด ชูลท์ซ"จากเด็กยากจนสู่การเป็น เจ้าของ "Starbucks" กว่า27,000 สาขาทั่วโลก

   แต่ฮาวเวิร์ดกลับพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ด้วยการจัดโครงการ “My Starbucks Idea” ให้ลูกค้าเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาสินค้าและบริการสตาร์บัคส์ ทำให้ฮาวเวิร์ดสามารถดึงไอเดียต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้ ซึ่งการพัฒนาในครั้งนี้ก็ยังสามารถเรียกลูกค้าให้กลับมาสนใจใน สตาร์บัคส์ได้อีกครั้ง

   โดยในปี 2017 ที่ผ่านมา Starbucks มีสาขาทั่วโลกรวมแล้วกว่า 27,000 สาขา โดยเขากล่าวเอาไว้ว่า หาก Starbucks ไม่พยายามขยายตัวอย่างรวดเร็ว ไม่วันใดวันหนึ่ง ก็ต้องถูกคู่แข่งเตะออกจากตลาดนี้อย่างแน่นอน

    นั่นนับว่าเป็นความทะเยอทะยานอย่างสุดขั้วของ Howard Schultz จึงทำให้ในปัจจุบันเขามีทรัพย์สินรวมกันกว่า 2.9 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว ๆ 9 หมื่นล้านบาท ที่เป็นมหาเศรษฐีที่สร้างฐานะขึ้นมาได้ด้วยตนเอง

รู้จัก"ฮาวเวิร์ด ชูลท์ซ"จากเด็กยากจนสู่การเป็น เจ้าของ "Starbucks" กว่า27,000 สาขาทั่วโลก

   ฮาวเวิร์ดได้กล่าวเอาไว้ว่า“In life, you can blame a lot of people and you can wallow in self-pity, or you can pick yourself up and say, ‘Listen, I have to be responsible for myself.’”

   หมายถึง ในช่วงชีวิตหนึ่ง คุณสามารถที่จะกล่าวโทษใครก็ได้ในโลกนี้และคุณสามารถที่จะจมปรักกับชีวิตที่ห่วยของคุณ หรือคุณจะเลือกให้ตัวคุณนั้นลุกขึ้นมารับผิดชอบในชีวิตของตัวคุณเอง

ชมคลิปเพิ่มเติม

คลิปเปิดไม่ออก >>>>> กดตรงนี้ คลิ๊ก !!!! <<<<<

Cr.ข้อมูลและภาพจาก blueoclock


ขอบคุณที่มา

http://www.liekr.com/detail/pebe1zNt9r

แชร์