จิตแพทย์เผย "โรคมโน " กับกรณีศึกษา #บอยสกล
คำว่า "มโน" เป็นคำที่ใช้กันโดยทั่วไปเหมือนคนที่ คิดเองเออเอง แต่งเรื่องราวขึ้นมาเอง บางครั้งก็หลอกคนอื่น บางครั้งก็หลอกตัวเอง... http://winne.ws/n24903
กระแสข่าวในเวลานี้ คงหนีไม่พ้นกับ แฮชแท็ก #บอยสกล กับการโกหกสังคมว่าเป็นนิสิตรั้วจามจุรี จนเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตนั้น
ล่าสุด นายแพทย์กัมปนาท ตันสิถบุตรกุล จิตแพทย์ชื่อดังได้ออกมาแสดงความคิดเห็นในกรณีนี้ ผ่านทางเฟซบุ๊คส่วนตัว ข้อความว่า
.............................
วันนี้จะนำเสนอความรู้คร่าวๆเกี่ยวกับคำว่า Pseudologia Fantastica
pseudo =เทียม (ไม่แท้) + logos or logic =ตรรกะและเหตุผล +fantastica or fantastic =อลังการเว่อร์ รวมกันกลายเป็น "ตรรกะเว่อร์ๆ ที่หามูลความจริงได้ยาก"
“pseudologia phantastica” ถูกบัญญัติโดย Anton Delbrueck ตั้งแต่ปี 1891...
คำคำนี้เป็นคำที่คนรู้จักกันค่อนข้างน้อยแม้แต่ในวงการจิตเวชเองก็ไม่ค่อยได้พูดถึงมากนัก และ คำนี้ก็ไม่ได้เป็นตัวบ่งบอกถึงการป่วยเป็นโรค แต่เรียกว่าเป็น ศัพท์เฉพาะที่ใช้สำหรับพฤติกรรมใดพฤติกรรมหนึ่งที่เราสงสัยว่าจะมีอาการบางอย่าง
คำคำนี้เป็นรูปแบบหนึ่งของปัญหาทางด้านสุขภาพจิต เช่น จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับพวกที่มีการโกหกแบบมีพยาธิสภาพ (pathological lying)
คือมีปัญหาทางด้านสุขภาพจิตอะไรบางอย่างที่นำไปสู่การโกหกเป็นเรื่องเป็นราว เป็นตุเป็นตะ หลอกให้คนเชื่อด้วยการใส่สีสันใส่ไข่ให้ดูเวอร์วังอลังการ คนที่ฟังก็จะรู้สึกตื่นเต้นและรู้สึกสนใจในตัวผู้พูดอย่างมาก จนกลายเป็นเหยื่อได้ในที่สุด
การโกหกโดยของคนทั่วๆไปก็อาจจะเป็นการ ปกป้องเรื่องราวอะไรบางอย่างที่ตัวเองไม่อยากเปิดเผย
แต่ใน pseudologia fantastica จะเป็นการพูดจาโกหกแบบมีความสะใจ เมามัน รู้สึกอินกับการได้พูดอย่างมาก... เวลาพูดไปแล้วก็เหมือนกับคิดว่าเหตุการณ์ที่ตัวเองพูดเป็นเรื่องจริง มีเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นจริงๆ.... เรียกง่ายๆว่าหลอกคนอื่นไปด้วยแล้วพูดบ่อยๆหลอกบ่อยๆจนกลายเป็นหลอกตัวเองไปด้วยว่าเหตุการณ์ที่ตัวเองพูดนั้นมีอยู่จริง... และมักจะพูดให้ตนเองดูดีและถูกอยู่เสมอ เพื่อผลประโยชน์อะไรบางอย่าง และมักจะใส่ร้ายผู้อื่นในคราเดียวกัน
pseudologia fantastica เจอได้ตั้งแต่อายุ 16 ปีขึ้นไป แต่อายุเฉลี่ยที่เจอบ่อยๆ คือ 22 ปี ซึ่งถ้าพิจารณาดีๆจะเห็นว่าเป็นช่วงตั้งแต่วัยรุ่นตอนกลางไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ตอนต้น และจะต่อเนื่องไปเรื่อยจนถึงวัยชราได้ ถ้ายังมีแรงโกหกตอแหล (เหมือนพวกนักการเมืองบางคน)
ดังนั้นช่วงเวลาเหล่านั้นก็เป็นช่วงเวลาของบุคลิกภาพได้ฟอร์มตัวขึ้นมาเป็นเรื่องเป็นราวเรียบร้อยแล้ว ก็จะเป็นลักษณะเด่น (trait)ทางด้านบุคลิกภาพ ของแต่ละคนที่อาจจะซ่อนอยู่
นอกจากนี้ยังสามารถพบอาการคล้ายๆแบบนี้ได้ในผู้ป่วยที่ป่วยเป็นโรคทางจิตเวชได้เลย เช่น โรคไบโพลาร์ ออทิสติก ปัญหาบุคลิกภาพชนิดต่างๆ บางตำราก็บอกว่าเจอได้บ่อยใน บุคลิกภาพชนิด Borderline Personality Disorder ( บุคลิกภาพแบบชีวิตล้มเหลว ชอบทำร้ายตัวเอง กรีดข้อมือ กินยาฆ่าตัวตาย เป็นต้น ).... Histrionic Personality Disorder (บุคลิกภาพแบบชอบเรียกร้องความสนใจ ยั่วยวน อยากให้คนชื่นชมเยอะๆ).... Narcissistic Personality Disorder ( บุคลิกภาพชนิดหลงตัวเอง ผู้ที่ชอบทำตัวเป็นศูนย์กลางของจักรวาล เอาแต่ใจตัวเอง)
และที่พบได้บ่อยและน่ากลัวที่สุดและอาจจะเป็นตัวแทนบุคลิกภาพของคนในสังคมที่กำลังโด่งดังหรือเคยโด่งดังในอดีตและที่ผมเคยยกตัวอย่างมาก็คือ Antisocial Personality Disorder (บุคลิกภาพชนิดต่อต้านสังคมหรือสันดานโจรนั่นเอง)
คราวนี้ก็ต้อง ไปหา เจ้าตัวคนก่อเรื่องให้เจอก่อนแล้วเอามาสืบสวนสอบสวนให้เป็นเรื่องเป็นราวให้ชัดเจนว่า.... พฤติกรรมดังกล่าว น่าจะเป็นปัญหาสุขภาพจิตแบบไหน
จุดที่น่าสนใจก็คือ
ถ้ามีประวัติหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องผลประโยชน์ เช่น เรื่องเงินเรื่องทอง
มีการโกง มีการขโมย มีการหลอกลวงเกิดขึ้นส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยวินิจฉัย ว่าป่วยเป็นโรคทางจิตเวช เพราะคนไข้ที่ป่วยเป็นโรคทางจิตเวชส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยมีการวางแผนที่แยบยลเป็นเรื่องเป็นราวอยู่ได้นานและไม่ได้เป็นคนที่มีจิตใจคิดร้ายหรือทำร้ายผู้อื่นให้เกิดความเสียหายสักเท่าไหร่
ซึ่งเรามักจะนึกถึงพวกที่มีปัญหาทางด้านบุคลิกภาพหรือพวกโรคนิสัยเสีย สันดานเสีย เสียมากกว่านะครับ เคสพวกนี้หลายเคสส่วนใหญ่มักจะเป็นจบลงด้วยคดีอาญา เป็นอาชญากรหรือแม้แต่เรื่องของการมีคดีแพ่ง มีการฟ้องร้องต่างๆเกิดขึ้น อย่างแน่นอน
ที่มา : เฟซบุ๊ค นพ.กัมปนาท ตันสิถบุตรกุล

