กรมอนามัย ชี้ทุเรียน ไม่ควรกินเกินวันละ 2 เม็ด และไม่ควรกินติดต่อกันทุกวัน

กรมอนามัย ชี้ทุเรียนให้พลังงานสูง ย้ำควรกินไม่เกินวันละ 2 เม็ด และไม่ควรกินติดต่อกันทุกวัน แนะควรกินผลไม้ให้หลากหลายในแต่ละวัน http://winne.ws/n27791

342 ผู้เข้าชม
กรมอนามัย ชี้ทุเรียน ไม่ควรกินเกินวันละ 2 เม็ด และไม่ควรกินติดต่อกันทุกวัน

       กรมอนามัย ชี้ทุเรียนให้พลังงานสูง ย้ำควรกินไม่เกินวันละ 2 เม็ด และไม่ควรกินติดต่อกันทุกวัน แนะควรกินผลไม้ให้หลากหลายในแต่ละวัน


       นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ทุเรียนจัดอยู่ในอาหารกลุ่มผลไม้ที่มีวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ รวมทั้งเป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรต หากต้องการกินทุเรียนให้ได้รับประโยชน์และคุณค่าทางสารอาหารที่เหมาะสม ไม่ควรกินเกินวันละ 2 เม็ดขนาดกลาง น้ำหนักประมาณ 80 กรัม ไม่กินถี่ทุกวัน หากกินทุเรียนให้ลดอาหารกลุ่มข้าว-แป้ง 1 ทัพพี และของหวานในมื้อที่กินทุเรียน แต่หากใครชอบกินทุเรียนมาก กินครั้งละประมาณ 2-3 พู หรือ 4-6 เม็ด ร่างกายจะรับพลังงานสูงถึง 520 – 780 กิโลแคลอรี ซึ่งเทียบเท่ากับกินอาหารมื้อหลัก 2 มื้อ 

       ทั้งนี้ทุเรียนแต่ละพันธุ์เมื่อเปรียบเทียบต่อปริมาณเนื้อทุเรียนหนัก 1 ขีด จะให้พลังงานต่างกัน เช่น 

-ทุเรียนก้านยาวให้พลังงาน 181 กิโลแคลอรี 

-ทุเรียนรวง ให้พลังงาน 157 กิโลแคลอรี 

-ทุเรียนหมอนทอง ให้พลังงาน 156 กิโลแคลอรี 

-ทุเรียนชะนี ให้พลังงาน 139 กิโลแคลอรี 

-ทุเรียนกระดุมให้พลังงาน 129 กิโลแคลอรี 

-ทุเรียนกวนจะให้พลังงานมากขึ้นไปอีก คือ 340 กิโลแคลอรี 

       นอกจากนี้ จึงควรหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำอย่างน้อย 30 นาที สัปดาห์ละ 5 วัน เพื่อเผาผลาญพลังงานส่วนเกิน สำหรับคนที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคไต โรคเบาหวาน โรคหัวใจและโรคความดันโลหิตสูง ควรระมัดระวังเรื่องการกินทุเรียนมากกว่าคนทั่วไป อาจกินได้แต่ต้องกินในปริมาณน้อยกว่าคนปกติและไม่บ่อยเกินไป เพราะจะส่งผลต่อระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด รวมถึงไม่ควรกินทุเรียนร่วมกับเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เพราะร่างกายจะได้รับพลังงานที่มากเกินไป ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดกระบวนการเผาผลาญเพื่อกำจัดของเสียเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งกรดกำมะถันในทุเรียนจะทำให้เอนไซม์ที่กำจัดสารพิษจากกระบวนการเผาผลาญลดลง หากมีปัญหาสุขภาพอาจทำให้เกิดอาการหน้าแดง ชา วิงเวียนและอาเจียน ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลหากไม่ทันอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้



ขอบคุณข้อมูลข่าว/ภาพ  :  สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์

แชร์