ถอดลงบ้าง!! ยศถาบรรดาศักดิ์ปักสมมติ ผู้รู้รุดเร่งใช้สร้างกุศล ... ผู้ไม่รู้หลงกลใช้ก่อบาปกรรม

พระสีวลีเถระ เมื่อเป็นพระเป็นผู้เลิศในทางลาภและยศ แต่ต้องเป็นทุกข์อยู่ในครรภ์มารดา ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน เพราะกฎแห่งกรรมที่ให้ผลคละกัน http://winne.ws/n18608

922 ผู้เข้าชม
share

ยศถาบรรดาศักดิ์ปักสมมติ ผู้รู้รุดเร่งใช้สร้างกุศล ย่นย่อทางพระนิพพานให้กับตน ผู้ไม่รู้หลงกลใช้ก่อบาปกรรม

ในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทุกคน ล้วนมีเป้าหมายที่แตกต่างกัน พ่อค้าทำการค้า ประกอบธุรกิจ ย่อมหวังผลกำไรเป็นเครื่องตอบแทน เพื่อยังความสุขให้เกิดขึ้นกับตนเองและครอบครัว นักรบทำสงครามเพื่ออำนาจความยิ่งใหญ่ หรือเพียงเพื่อปกป้องมาตุภูมิของตน ให้อยู่รอดปลอดภัยจากเหล่าอริราชศัตรู แต่สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเปลือกนอกที่ฉาบทาด้วยลาภ ยศ สรรเสริญ สุข อันทำให้บุคคลทั้งหลายลุ่มหลงมัวเมา และประมาทในชีวิต แต่สำหรับนักรบกองทัพธรรม การทำความเพียรประหารกิเลส ทำใจหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกาย กระทั่งเข้าถึงพระรัตนตรัย เป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะเป็นเป้าหมายที่แท้จริงของมวลมนุษยชาติทุกคน

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน อจินติตสูตร ว่า

 "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อจินไตย ๔ อย่างนี้ คือ พุทธวิสัย ฌานวิสัย วิบากแห่งกรรม และโลกจินดา คือ ความคิดในเรื่องโลก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อจินไตย ๔ อย่างนี้แล บุคคลไม่ควรคิด ผู้ที่คิดก็จะพึงมีส่วนแห่งความเป็นบ้า และได้รับความลำบากเปล่า"  

        วิบากแห่งกรรมเป็นหนึ่งในอจินไตย ๔ อย่าง ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ไม่ควรคิด ถ้าคิดก็อาจทำให้มีส่วนแห่งความเป็นบ้าได้ เพราะเรื่องของกรรมมีความสลับซับซ้อนมาก เกินกว่าสติปัญญาของปุถุชนทั่วไปจะคาดคิดด้นเดาได้ ต้องใช้ภาวนามยปัญญา คือ ปัญญาที่เกิดจากการรู้แจ้งเห็นจริง จึงจะสามารถเชื่อมโยงเหตุและผล กรรมและผลของกรรมได้อย่าง  ถูกต้องชัดเจน เพราะชีวิตในปัจจุบัน ย่อมเป็นผลมาจากการกระทำในอดีต และชีวิตในอนาคต ย่อมเป็นผลมาจากเหตุที่กระทำในปัจจุบันทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว ซึ่งเป็นผังสำเร็จติดแน่นอยู่ที่ศูนย์กลางกายของทุกคน

พระสีวลีเถระ เมื่อเป็นพระเป็นผู้เลิศในทางลาภและยศ แต่ต้องเป็นทุกข์อยู่ในครรภ์มารดา  ปี  เดือน ๗ วัน เพราะกฎแห่งกรรมที่ให้ผลคละกัน

เรื่องราวมีดังนี้

สาเหตุที่พระสีวลีเถระเป็นผู้เลิศทางโชคลาภ (ดังพระพุทธวจนะว่า “เอตทคฺคํ ภิกฺขเว มม สาวกานํ ลาภีนํ ยทิทํ สีวลีติฯ แปลว่า ภิกษุทั้งหลาย พระสีวลีเถระนั้นเป็นผู้ที่เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายที่เป็นสาวกทั้งหมดของตถาคตในทางมีลาภมาก) นั้นเพราะเป็นไปตาม กฎแห่งกรรม ที่กระทำในสมัยพระพุทธเจ้าพระนามว่า "วิปัสสี" ท่านพระสีวลีได้เกิดเป็นชาวบ้านนอกคนหนึ่งและท่านได้ร่วมถวายมหาทานกับชาวเมือง ซึ่งได้จัดถวายทานแข่งพระราชา แต่ยังขาดเฉพาะน้ำผึ้งสด โดยท่านได้ถวายน้ำผึ้งสด ซึ่งชาวบ้านได้ขอซื้อถึงหนึ่งพันกหาปณะ ทั้งที่น้ำผึ้งมีราคาไม่ถึงหนึ่งบาทด้วยซ้ำไป

แต่ท่านไม่ขายกลับขอเข้ามีส่วนร่วมในการถวายทานแก่พระวิปัสสีพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระสงฆ์ ๖๘0,000 รูปด้วย ซึ่งด้วยอานุภาพของพระพุทธเจ้าทำให้น้ำผึ้งนั้นมีประมาณเพียงพอแก่พระสงฆ์ทั้งหมด

แต่...พระกุมารสีวลี ท่านต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในครรภ์ถึง ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน จึงประสูติ จากนั้นพระมารดาได้ถวายมหาทานกับพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมภิกษุสงฆ์ตลอด ๗ วัน ในวันที่ ๗ ของการถวายทาน พระสารีบุตรเถระถามพระกุมารต่อจากตอนที่แล้วว่า "สีวลี เธอได้เสวยทุกขเวทนาแสนสาหัสเช่นนี้ การบวชไม่ดีสำหรับเธอหรือ"

           พระกุมารตอบว่า "ถ้าหากได้รับอนุญาต ผมก็จะบวชขอรับ"

        พระนางสุปปวาสาเห็นพระสารีบุตรเถระสนทนากับบุตรชาย จึงเข้าไปสอบถาม เมื่อทราบว่าาสีวลีราชกุมารปรารถนาจะออกผนวช พระนางสุปปวาสาเห็นว่า การตัดสินใจของพระกุมารเป็นไปเพื่อบุญกุศล จึงอนุญาตว่า "ดีแล้วเจ้าข้า ขอพระคุณเจ้าจงให้กุมารบวชเถิด"

        เมื่อพระสารีบุตรเถระได้รับอนุญาตจากพระนางแล้ว จึงนำพระสีวลีกุมารไปที่พระวิหาร สอนตจปัญจกกัมมัฏฐานโดยอนุโลมและปฏิโลม และสอนต่อไปว่า "สีวลี เธอจงพิจารณาทุกข์ที่เธอได้เสวยตลอด ๗ ปี ๗ เดือนกับอีก ๗ วันนั้นเถิด"

        พระกุมารเรียนว่า "ข้าแต่พระคุณเจ้า การบรรพชาของกระผมเป็นภาระของท่าน หากกระผมสามารถทำสิ่งใดได้ กระผมจะพยายามทำสิ่งนั้นด้วยตนเอง ขอรับ"

        ด้วยมีพระชนเพียง ๗ พรรษา สีวลีกุมารทรงตัดสินใจบวชถวายชีวิตในพระศาสนา แม้การบรรลุธรรมก็เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์มาก เพราะพระกุมารเป็นผู้ที่สั่งสมบุญมาดีแล้วในอดีตชาติ เมื่อถึงคราวจะบรรลุธรรม ก็เป็นประเภทสุขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา คือ ปฏิบัติได้สะดวกและรู้เห็นได้อย่างรวดเร็ว หลังจากได้รับฟังโอวาทจากพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรแล้ว ขณะโกนผมของพระกุมาร เพียงจดมีดโกนลงครั้งแรก สีวลีกุมารสามารถทำใจให้หยุดนิ่ง ตามตรึกระลึกถึงโอวาทของพระอุปัชฌาย์ และทุกขเวทนาที่ได้รับขณะอยู่ในครรภ์ กระทั่งใจหยุดนิ่งได้สนิท   ได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันในทันทีนั้นเอง

        ขณะโกนผมได้ครึ่งศีรษะ ท่านได้บรรลุสกิทาคามิผล และขณะโกนไปได้สามในสี่ ก็ได้บรรลุถึงกายธรรมพระอนาคามี

        ทันทีที่โกนหมดศีรษะ ท่านได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ทันที ไม่ก่อนไม่หลังกัน ตั้งแต่พระกุมารบวช ปัจจัยสี่เกิดขึ้นกับท่านมากมาย และยังมีเพียงพอสำหรับภิกษุสงฆ์ทั้งหลายอีกด้วย

        นี่คือเรื่องราวของพระสีวลีเถระในช่วงที่บุญส่งผลอย่างเต็มที่ระหว่างที่เป็นคฤหัสถ์กระทั่งเป็นพระอริยเจ้า 

  ส่วนอีกมุมหนึ่งของชีวิตที่ท่านเคยทำผิดพลาดไว้ ทำให้ต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในครรภ์นานถึง ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วันนั้น เรื่องราวในอดีตชาติของท่านมีอยู่ว่า  

        ชาติหนึ่ง ท่านจุติจากเทวโลกมาบังเกิดในราชตระกูลที่กรุงพาราณสี ต่อมาได้ขึ้นครองราชสมบัติแทนพระราชบิดา  ครั้นได้เป็นพระราชา ทรงยกทัพไปล้อมเมืองๆ หนึ่งไว้ และได้ส่งพระราชสาสน์ถึงชาวเมืองนั้นว่า "จะให้ราชสมบัติหรือจะทำการรบ ขอให้ตอบมา"

        ชาวเมืองตอบว่า "พวกเราจะไม่ให้ราชสมบัติ และจะไม่สู้รบด้วย" จากนั้นพากันปิดประตูเมือง อาศัยเพียงประตูเล็กด้านหลังเมืองเพื่อไปหาฟืน อาหาร และน้ำเท่านั้น

        พระเจ้าพาราณสีสั่งทหารให้รักษาประตูใหญ่ ๔ ประตู ล้อมเมืองไว้ถึง ๗ ปี ๗ เดือน นับเป็นเวลานานมาก จนพระราชมารดาของพระองค์สงสัยว่า ทำไมทำการศึกนานนัก ครั้นทรงรู้ถึงสาเหตุ

        พระนางได้ตรัสว่า "บุตรของเราช่างโง่นัก" ทรงมีพระราชเสาวนีย์ฝากไปบอกพระโอรสว่า "จงปิดประตูเล็กทั้งหมด เพื่อมิให้ชาวเมืองเข้าออกโดยเด็ดขาด"  

        พระเจ้าพาราณสีทรงปฏิบัติตาม โดยสั่งให้ปิดประตูเล็กเหล่านั้นทั้งหมด เมื่อชาวเมืองเข้าออกเมืองไม่ได้ ต่างเดือดร้อนเพราะขาดเสบียง ในวันที่ ๗ ชาวเมืองจึงได้พร้อมใจกันจับพระราชาของพวกตนสำเร็จโทษ และได้ยกเมืองให้กับพระเจ้าพาราณสีในที่สุด

        ด้วยกรรมนี้ทำให้ท่านต้องไปตกในอเวจีมหานรกนานจนพื้นแผ่นดินสูงขึ้น ๑ โยชน์ จึงพ้นกรรมจากนรก มาถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระมารดานานถึง ๗ ปี ๗ เดือน และยังไปนอนขวางในครรภ์อีก ๗ วัน เพราะบาปกรรมที่ปิดประตูเล็ก ๗ วันนั่นเอง ส่วนพระนางสุปปวาสาก็คือพระราชมารดาของพระราชาในชาตินั้น

        นี่เป็นตัวอย่างของผู้ที่เคยผิดพลาดมาในอดีต จากเรื่องนี้ เราจะเห็นได้ว่า ตำแหน่งหน้าที่การงานทั้งหลาย เปรียบเสมือนดาบสองคม ถ้าเราจับไม่ดี ย่อมมีสิทธิ์ลูบคมดาบ และถูกบาดได้ง่ายๆ แต่ถ้าจับด้วยความระมัดระวัง และนำมาใช้ประโยชน์ ประโยชน์มากมายย่อมเกิดขึ้น

 อันที่จริง ตำแหน่งยศถาบรรดาศักดิ์ ล้วนเป็นของสมมติ เพื่อไว้ใช้สร้างบารมี ย่นย่อหนทางพระนิพพานให้สั้นลง แต่ผู้ไม่รู้ กลับใช้ก่อกรรมทำบาปอกุศล  แม้บุญเก่าจะทำมาดีให้ได้เกิดเป็นพระราชา แต่ถ้าประมาทใช้ตำแหน่งหน้าที่ในทางที่ผิด ย่อมมีทุคติเป็นที่ไป ฉะนั้นทั้งบุญและบาปที่ได้ทำไป จะคอยติดตามส่งผลตลอดเวลา ไม่ได้สูญหาย ไปไหนแน่นอน

        บางทีเราทำกรรมแค่ครั้งเดียว แต่ต้องไปใช้ผลกรรมหลายชาติ ถ้าเป็นบุญก็ตามส่งผลให้ได้ไปเสวยผลบุญในสุคติโลกสวรรค์ยาวนาน ถ้าเป็นบาปอกุศลก็ตามส่งผลให้ต้องไปเสวยวิบากกรรมในทุคติภูมิยาวนานเช่นกัน เมื่อส่วนของกรรมใช้ไปหมดแล้ว แต่เศษของกรรมยังเหลืออยู่ ย่อมต้องทนใช้เศษกรรมต่อไปอีก กระทั่งภพชาติสุดท้ายในสังสารวัฏ

        ดังนั้นชีวิตในสังสารวัฏมีเพียงบุญกับบาปเท่านั้น ถ้าเราไม่ทำบุญ บาปอกุศลจะเข้ามาแทน ทำให้ใจเรายินดีในการทำบาป เพราะฉะนั้นเราต้องหมั่นทำบุญบ่อยๆ ทำบุญใหญ่ๆ ใจเราจะได้ใสๆ ให้ใจของเราชุ่มอยู่ในบุญ กระทั่งบาปไม่ได้ช่อง ชีวิตของเราจะได้ไม่หม่นหมอง จะผ่องใส และได้เข้าถึงพระรัตนตรัยกันทุกๆ คน

ที่มา: https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=907280759383613&id=617970181648007

: http://buddha.dmc.tv/ธรรมะเพื่อประชาชน/mongkol01-58.html

อ่านเพิ่มได้ที่: http://cheerfulpeace.blogspot.com/2017/09/blog-post.html

แชร์