จุฬาฯ และเครือข่ายวิชาการด้านเด็ก..เปิดดู "นโยบายวันเด็กแห่งชาติ 11 ประเทศ !?!"

วันเด็ก 11 ประเทศ พบมาตรการสำคัญ “ออกนโยบายแก้ปัญหา-ดึงเด็กมีส่วนร่วม-รับฟังเสียงเด็ก” วันเด็กแคนาดา ชวนส.ส.ไปโรงเรียนรับฟังเสียงเด็ก ส่วน "เยอรมนี" ตั้งเป็นวันรณรงค์สิทธิเด็ก ขณะที่ "วันเด็กไทย" พบ 3 คำยอดฮิต “วินัยและการเรียน – ชาติ – คุณธรรม” ... http://winne.ws/n21758

293 ผู้เข้าชม
share

วันที่ 11 ม.ค. ที่คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศูนย์วิชาการและเครือข่ายวิชาการด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัว ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเสวนาวิชาการ ในหัวข้อ “ วันเด็ก ... ขอนโยบายดีกว่าคำขวัญ” โดย ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ ผู้อำนวยการศูนย์วิชาการและเครือข่ายวิชาการด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัว กล่าวว่า งานวันเด็กของประเทศไทยเกิดขึ้นเป็นเวลา 61 ปี ส่วนใหญ่จะเน้นกิจกรรมการละเล่นที่แต่ละหน่วยงานจัดขึ้น และการให้คำขวัญวันเด็กจากทุกรัฐบาล โดยพบ 6 คำสำคัญที่ถูกใช้ซ้ำ 

อันดับ 1 วินัยและการเรียน 18 ครั้ง 

ตามด้วยชาติ 17 ครั้ง 

คุณธรรม 15 ครั้ง 

ขยัน 11 ครั้ง 

ประหยัด สามัคคี ซื่อสัตย์ 9 ครั้ง และ

ประชาธิปไตย 4 ครั้ง 

ซึ่งล้วนเป็นการสะท้อนถึงสิ่งที่ผู้ใหญ่ในสังคมคาดหวังต่อเด็กมาทุกยุคสมัย ขณะที่ข้อค้นพบที่น่าสนใจกรณีวันเด็กใน 11 ประเทศพบว่า มีการจัดทำนโยบายที่สำคัญด้านเด็ก การเปิดโอกาสให้เด็กได้มีส่วนร่วมในกิจกรรม และการรับฟังเสียงเด็ก โดยประเทศที่เด็กมีส่วนร่วมจัดกิจกรรม เช่น อังกฤษ จัดตั้งกองทุนอิสระ #iwill เพื่อส่งเสริมให้เด็กเยาวชนอายุ 10-20 ปี เป็นนักกิจกรรมเพื่อสังคม  โรมาเนีย เด็กมีส่วนร่วมลดความรุนแรงในโรงเรียนและพัฒนาคู่มือเล่นเกมสำหรับใช้จัดกิจกรรมในสถานศึกษา

ประเทศที่มีมาตรการที่ชัดเจนในการแก้ปัญหาเด็กเยาวชน เช่น 

ฝรั่งเศส เน้นแก้ปัญหาเด็กติดมือถือ โดยออกเป็น “กฎระเบียบ ก.ย. 2018” ห้ามนักเรียนชั้นประถมและมัธยมต้นใช้มือถือในโรงเรียน เพื่อลดปัญหาพฤติกรรมก้าวร้าว สมาธิสั้น ไม่ออกกำลังกาย 

ไอซ์แลนด์ แก้ปัญหาวัยรุ่นเป็นนักดื่มหนักที่สุดในยุโรป โดยโครงการ Youth in Iceland สามารถทำให้สถิติวัยรุ่นดื่มสุรา บุหรี่ และยาเสพติดลดลงอย่างชัดเจนผ่านการส่งเสริมกิจกรรมสร้างสรรค์ 

ลัตเวีย พยายามลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของชาวโรมาชนกลุ่มน้อยผ่านโครงการฝึกครูผู้ช่วยชาวโรมา เพื่อส่งเสริมให้เด็กโรมาเรียนร่วมกับนักเรียนคนอื่น และพัฒนาชาวโรมาให้เป็นครูผู้ช่วยเพื่อดึงเยาวชนเข้าสู่ระบบการศึกษา  

สหรัฐอเมริกา เน้นการแก้ปัญหายาเสพติด เพศ และการฆ่าตัวตายในกลุ่มเด็กเยาวชน จึงทำโครงการ Let’s Talk รณรงค์การพูดคุยในครอบครัวเชิงบวก 

ฟินแลนด์ มีพ.ร.บ.สวัสดิการเด็ก เพื่อปฏิรูปการดูแลเด็กทั่วประเทศ ทั้งสิทธิการมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นของเด็ก เงินสนับสนุนเด็กและครอบครัว และกิจกรรมสร้างสรรค์ 

ออสเตรเลีย ออกกฎหมายและตั้งคณะกรรมการอิสระ รักษาความปลอดภัยสำหรับเด็กบนโลกออนไลน์ พร้อมกับมีบริการสายด่วนให้คำปรึกษาเด็กเยาวชนเพื่อป้องกันความรุนแรงบนโลกไอที  

ประเทศที่รับฟังเสียงเด็ก เช่น สวีเดน มีการสำรวจความคิดเห็นเด็ก 12-16 ปีทั่วประเทศ ในโครงการ Young Voices  เพื่อนำไปสื่อสารกับผู้กำหนดนโยบายจากเสียงของเด็กเยาวชน 

เยอรมนี ใช้โอกาสวันเด็กรณรงค์เรื่องสิทธิเด็ก เช่นปี 2017 ใช้ชื่อ Give children a voice เพื่อให้เด็กได้มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นต่อสภาในการกำหนดนโยบาย

แคนาดา มี “วันพา ส.ส. ไปโรงเรียน” เป็นกิจกรรมประจำวันเด็กแคนาดา โดยส.ส. จะต้องเยี่ยมโรงเรียนในพื้นที่ตนเอง 1 ชั่วโมง เพื่อเปิดโอกาสให้ส.ส.และนักเรียนได้พูดคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้จักกันและกัน

แหล่งภาพจาก news.mthai.com

ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าวว่า  สำหรับวันเด็กไทย จากผลสำรวจความคิดเห็นเด็กเยาวชนและประชาชนทั่วไป ในหัวข้อ “วันเด็ก...ขอนโยบายดีกว่าคำขวัญ”  จำนวน 1,503 คน ระหว่างวันที่ 25 ธ.ค. 2560 – 8 ม.ค. 2561 ว่า 

        เมื่อพูดถึงวันเด็กคนส่วนใหญ่นึกถึงของขวัญ เช่น รางวัลและของเล่น ตามด้วยของกิน กิจกรรม ความสุข และคำขวัญ ส่วนคำถามนโยบายสำคัญสำหรับเด็กที่ผ่านมา 3 อันดับแรกคือ 

       การสนับสนุนการศึกษา รองลงมาคือไม่ทราบ และการส่งเสริมคุณธรรม ขณะที่คนส่วนใหญ่มองว่า นโยบายที่สำคัญสำหรับเด็กในอนาคตคือเรื่องการศึกษา โดยมีผู้ตอบถึง 23% เช่นเดียวกับความคาดหวังต่อรัฐบาลที่อยากให้สนับสนุนยังคงเป็นเรื่องการพัฒนาการศึกษาถึง 33%  

       ทั้งนี้มุมองของคนในสังคมยังให้ความสำคัญกับเด็ก โดยคนส่วนใหญ่มองว่าวันเด็กของไทยเป็นแสดงถึงความรักเด็ก 71% ส่วนที่มองว่าหลอกเด็ก 28% และไม่ตอบ 1% ส่วนคำถามกิจกรรมวันเด็กส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็ก 75% เห็นด้วย ขณะที่ 25% ไม่แน่ใจและไม่เห็นด้วย นอกจากนี้ 57% มองว่าสังคมไทยเปิดโอกาสและมีช่องทางให้เด็กได้แสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมา 

       อย่างไรก็ตามความคิดเห็นเกี่ยวกับมุมมองประเทศไทยมีระบบการศึกษาและวัฒนธรรมการเรียนรู้ในห้องเรียนที่ตอบโจทย์ศักยภาพเด็ก  45% เห็นด้วย 27% ไม่เห็นด้วย และ 28% ไม่แน่ใจ ส่วนมุมมองกฎหมายไทยช่วยปกป้องคุ้มครองเด็กอย่างเท่าเทียม 48% เห็นด้วย 34% ไม่แน่ใจ และ 18% ไม่เห็นด้วย    

ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าวว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งทั้งกฎหมายคุ้มครองเด็กที่ก้าวหน้าดูแลเด็กทุกช่วงวัย มีกองทุนสำหรับเด็กด้อยโอกาส อย่างไรก็ตามหากดูจากสิทธิเด็กทั้ง 4 ด้าน จะพบว่า 

        1. สิทธิการมีชีวิตรอด เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีของไทย 10.5% หรือ 3.9 แสนคนมีปัญหาภาวะทุพโภชนาการ 

         2. สิทธิที่จะได้รับการพัฒนา โดยพบว่า เด็ก 2 ใน 10 ไม่ได้เข้าเรียนในหลักสูตรปฐมวัย ทั้งที่เป็นวัยรากฐานของการพัฒนาสมองและพัฒนาการที่สำคัญ 

         3. สิทธิที่จะได้รับการคุ้มครอง ซึ่งพบว่าเด็ก 8 ใน 10 คน เคยถูกใช้ความรุนแรงด้านร่างกายและจิตใจจากคนในครอบครัว และเกินครึ่งเคยได้รับการอบรมโดยการทำร้ายร่างกาย และ 

         4. สิทธิการมีส่วนร่วม โดยมุมมองของเด็กที่มีต่อการมีส่วนร่วมพบว่า วัฒนธรรมห้ามเถียง ไม่เชื่อว่าเด็กทำได้ ดังนั้นจึงไม่อยากให้วันเด็กเป็นเพียงกิจกรรม ทิศทางวันเด็กในปีต่อไปควรปฏิรูปงานวันเด็กให้มีนโยบายและทิศทางสำหรับเด็ก ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเด็กอย่างแท้จริง

ขอขอบคุณ : บ้านเมือง

http://www.banmuang.co.th/news/bangkok/100018

แชร์