มหัศจรรย์ 3 วัน 3 คืนท่องพิภพเมืองบาดาลกับหลวงปู่ผู้ทรงญาณจากแดนอีสาน(ตอนที่ 1)
เรื่องเล่าท่องเมืองบาดาลใต้ลำน้ำโขงแม่น้ำมหัศจรรย์โดยหลวงหลวงปู่คำคะนิง“หลวงปู่คำคะนิงเคยเข้าไปในถ้ำใต้แม่น้ำโขงเดินสามวันสามคืนไม่หยุดยั้ง พบเมืองบาดาลนาคพิภพของพญานาค มหัศจรรย์ที่สุด” http://winne.ws/n6475
หลวงปู่คำคะนิง ท่องเมืองพญานาค
เรื่องถ้ำเรื่องป่าเขาแดนลี้ลับอันตรายต้องยกให้หลวงปู่คำคะนิงท่านผ่านถ้ำผ่านภูเขามานับร้อยนับพันแห่งในอินโดจีนและฝั่งโขงทั้งสองฟากผจญเสือผจญช้าง กระทิงป่า มหิงสา หมียักษ์และงูร้ายอสรพิษนานาชนิด มาแล้วอย่างโชกโชน ตลอดจนภูตวิญญาณร้ายกาจสารพัดภูตผีปีศาจคะนองไพร และที่น่าสนใจที่สุด
“หลวงปู่คำคะนิงเคยเข้าไปในถ้ำใต้แม่น้ำโขงเดินสามวันสามคืนไม่หยุดยั้ง พบเมืองบาดาลนาคพิภพของพญานาค มหัศจรรย์ที่สุด”
หลวงปู่คำคะนิงจุลละมณีเป็นชาวคำม่วน แขวงคำม่วน ประเทศลาว (ปัจจุบันท่านได้มรณะภาพไปแล้ว)แรกเริ่มเดิมทีก่อนจะเข้าสู่ร่มผ้ากาสาวพัสตร์นั้นมีครอบครัวลูกเมียเป็นฝั่งเป็นฝามาก่อน
แต่พออายุได้ 30 ปีก็เบื่อหน่ายชีวิตครองเรือนจึงอำลาลูกเมียออกบวชเป็นฤๅษีดาบส ท่องเที่ยวธุดงค์ไปในป่าเขาลำเนาไพรเป็นเวลานานถึง 15 ปี ไม่เคยเข้าอยู่หมู่บ้านเลยอยู่แต่ในป่าเป็นวัตร ถือสัจจะเคร่งในศีลฤๅษีโยคีฝึกตนอย่างเคร่งเครียดละเว้นความชั่วทุกประการ
7 วันขบฉันอาหารครั้งหนึ่ง 15 วันขบฉันอาหารครั้งหนึ่งเป็นการบำเพ็ญตบะอย่างแรงกล้า เพื่อพิสูจน์กำลังใจและความทรหดอดทนของตนว่ามีความกลัวตายไหม ? อาลัยใยดีในสังขารร่างกายขนาดไหน?
จากการปฏิบัติตนแบบฤๅษีชีไพรอย่างยิ่งยวดนี้เองทำให้ท่านพบกับความศานติสงบกายสงบจิตอย่างล้ำลึกมีความสุขอย่างหาที่เปรียบมิได้ในองค์ฌานสมาธิ เป็นพระฤๅษีผู้แก่กล้าฌานสมาบัติสามารถเข้าฌานได้นานวัน โดยไม่อ่อนเพลีย ไม่หิวโหย
ร่างกายกระชุ่มกระชวยแข็งแรงเป็นปกติสามารถเดินธุดงค์ขึ้นเขาลงห้วยได้เหมือนคนหนุ่มฉกรรจ์ เพียงแต่ว่าร่างกายไม่อ้วนร่างกายผอมเกร็ง แข้งขามือกำได้รอบ แต่ทว่าแข็งแรงอย่างน่าอัศจรรย์ไปไหนมาไหนในป่าในถ้ำ สัตว์ป่าก็เป็นมิตรไม่กล้ามาทำอันตรายด้วยอำนาจเมตตาที่แผ่ออกมาจากฌานสมาธิ
อยู่แต่ในป่าในถ้ำนับร้อยนับพันถ้ำในภูเขาแดนลาวเสวยสุขในฌานจนเบื่อหน่าย เห็นว่าไม่ใช่ทางหลุดพ้นทุกข์ ไปสู่มรรค ผลนิพพานหลวงปูคำคะนิงจึงได้ลาเพศฤๅษีดาบส เข้าสู่พระพุทธศาสนา อุปสมบทเป็นพระภิกษุเพื่อปฏิบัติธรรมสู่ทางพ้นทุกข์ อันถูกต้องร่องรอย
เมื่อบวชเป็นพระแล้วก็ยังถือมั่นอยู่ในสัจจอธิษฐานคืออยู่ในป่าในถ้ำเป็นวัตรไม่ยอมเข้าอยู่หมู่บ้านหรือสำนักสงฆ์และวัดวาอารามใด ๆ เป็นเด็ดขาด มุ่งถือ“พระธรรม” คือการปฏิบัติทางจิตเพื่อความหลุดพ้นเป็นใหญ่ได้ธุดงค์ไปจำพรรษาตามถ้ำตามทิวเทือกเขาต่าง ๆ ในแดนลาวปีแล้วปีเล่าตราบจนกระทั่งเวลานี้ได้ 27 พรรษาถ้ารวมเป็นพระฤๅษีด้วยก็เป็น 42 พรรษา
ถ้ำมืดชาวบังบด
เมื่อหลายปีที่ผ่านมาหลวงปู่คำคะนิงได้ทราบจากคำเล่าลือของชาวบ้านและพระธุดงค์ว่า ณ ที่ถ้ำมืดใกล้กับภูปังฝั่งไทยเขตโขงเจียม อยู่เลยอำเภอบ้านด่านขึ้นไปทางเหนือนั้น เป็นถ้ำ “เมืองลับแล”หรือที่ชาวบ้านเรียก “ชาวบังบด”
อุโมงค์บางสายทะลุไปออกแก่งลี่ผีสีทันดรระยะทางนับร้อยกิโลเมตร อุโมงค์“ถ้ำมืด”นี้เป็นถ้ำศักดิ์สิทธิ์มี เหล็กไหล ชาวเมืองลับแลหวงแหนมาก แต่วันดีคืนดีใครมีวาสนาหลงเข้าไปในถ้ำเมืองลับแลที่ว่านี้ จะได้รับแก้วแหวนเงินทองจากชาวลับแลหรือไม่ก็ได้พระทองคำมาบูชา
ลึกลงไปใน“ถ้ำมืด” เป็นนครเร้นลับใต้พิภพ คือเมืองบาดาลของพญานาค อยู่ใต้แม่น้ำโขงเป็นเมืองใหญ่โตมโหฬาร ถ้าเข้าไปจากถ้ำฝั่งไทยจะลอดไปใต้แม่น้ำโขงเป็นอุโมงค์กว้างใหญ่และมีทางแยกไปสลับซับซ้อนคล้ายรวงผึ้งสามารถจะทะลุขึ้นฝั่งโขงด้านประเทศลาวมงค์บางสายซึ่งเป็นเมืองบาดาลนี้ไปทะลุออกเมืองแกวเมืองญวนซึ่งพระธุดงค์หลายรูปได้นั่งทางในตรวจสอบด้วยกระแสญาณแล้วเห็นตรงกันว่าเป็นความจริง
ได้มีชาวบ้านพวกแสวงหาทรัพย์สินโบราณสมบัติปู่โสมหลายคณะได้เข้าไปค้นหาสมบัติในถ้ำมืดนี้ ปรากฏว่า เป็นถ้ำกว้างใหญ่ลักษณะถ้ำตันไม่มีอุโมงค์ลับซับซ้อน ไม่มีเมืองพญานาคไม่มีเหล็กไหลไม่มีทรัพย์สมบัติโบราณแต่อย่างใดเลย
พวกคนโลภโมโทสันทั้งหลายต่างผิดหวังพากันด่าว่านินทาพระสงฆ์องค์เจ้าหาว่าโกหกหลอกลวงนั่งหลับตาพยากรณ์ส่งเดชอวดอุตริมนุสธรรมด่าว่านินทาพระสงฆ์องค์เจ้า ผลกรรมทันตาเห็น ปรากฏว่าพวกค้นหาสมบัติในถ้ำพากันหาทางออกจากถ้ำไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่จุดคบไฟสว่าง พวกเดียวกันแท้ ๆก็มองไม่เห็นกันต่างหลงทางเดินร้องตะโกนเรียกหากันโหวกเหวกอยู่ 15 วัน อดข้าวอดน้ำแทบตาย จนต้องดื่มน้ำปัสสาวะตัวเองแทนน้ำพอวันที่ 16จึงหาทางออกจากถ้ำได้นับเป็นเรื่องเร้นลับอาถรรพณ์ น่าพิศวง
ค้นหาด้วยฌาน
หลวงปู่คำคะนิงอยากจะพิสูจน์ความจริงเรื่อง“ถ้ำมืด” นี้ให้กระจ่างออกมา จึงได้เดินทางมายังถ้ำมืด ได้พบว่าเป็นถ้ำกว้างใหญ่มาก ถ้าติดฟืนไฟให้สว่างจะจุคนได้ถึงหนึ่งหมื่นคนได้สบายๆเพราะเหตุนี้เอง ท่านจึงได้ไปยังถ้ำมืดดังกล่าวเรื่องราวจะเป็นอย่างไรติดตามได้ในตอนต่อไป
ขอบคุณข้อมูลจากhttp://m.tnews.co.th/contents/199264/

