อำนาจรัฐ VS ธรรมกาย กับพลังศรัทธามหาชนด้วยปัญญาที่เดินหน้า จะเลี่ยงความรุนแรงได้ไหม?
ประเด็นร้อนที่กำลังเกิดขึ้นกับ วัดพระธรรมกาย เพื่อให้ประชาชน ได้รับฟัง “คำตอบ” จากการที่ได้มีโอกาสสนทนาธรรมเป็นการส่วนตัวกับ พระมหานพพร ปุญฺญชโย ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กรวัดพระธรรมกาย http://winne.ws/n11150
เมื่อกฎหมาย กำลังถูกแรงผลัก ไปปะทะกับ พลังแห่งความศรัทธา จะทำอย่างไร? ไม่ให้ผลลัพธ์ของสมการนี้ กลายเป็น ความรุนแรง สิ่งที่คนไทย และชาวพุทธทั้งหลาย มิพึงปรารถนา...ได้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า... ฉะนั้นแล้ว เมื่อเกิดคำถามใดๆ ที่ยังเป็นที่สงสัย ทุกคำถามที่เกิดขึ้นเหล่านั้น ควรได้รับคำตอบที่รอบด้าน เพื่อให้เกิดการสังเคราะห์ในทุกมิติ ให้สิ้นข้อสงสัยและหลีกเลี่ยงความรุนแรง
ผู้สื่อข่าว จะนำท่านไปแสวงหาคำตอบในทุกคำถาม เกี่ยวกับประเด็นร้อนที่กำลังเกิดขึ้นกับ วัดพระธรรมกาย เพื่อให้ประชาชน ได้รับฟัง “คำตอบ” จากการที่ได้มีโอกาสสนทนาธรรมเป็นการส่วนตัวกับ พระมหานพพร ปุญฺญชโย ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กรวัดพระธรรมกาย ถึง ประเด็นปัญหาที่ทำให้เกิดข้อสงสัยไปต่างๆ นานา รวมทั้งยังได้รับโอกาส ให้เข้าเยี่ยมชม สถานที่ต่างๆ ภายในวัดพระธรรมกาย ที่ ณ วินาทีนี้ ประชาชนส่วนหนึ่งกำลังเกิดความรู้สึกว่า สถานที่ที่ครั้งหนึ่งเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมอันแสนร่มรื่น สงบ และสบายใจ กำลังจะกลายเป็นสมรภูมิที่ถูกโอบล้อมไปด้วยป้อมค่าย และกำแพงมนุษย์ เพื่อปกป้องพลังศรัทธาอันแรงกล้า...เป็นเช่นนั้น จริงหรือไม่...
สถานที่แรก "สำนักงานใหญ่ มูลนิธิธรรมกาย" ซึ่งเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ อธิบายเกี่ยวกับการใช้งานของอาคารหลังนี้ไว้ว่า ที่นี่ คือ สถานที่แห่งแรกของผู้ปฏิบัติธรรมที่เดินทางมาเยือนวัดครั้งแรก หรือผู้ที่มาวัดพระธรรมกายเป็นครั้งแรก เพราะด้านในจะมีห้องฉายประวัติความเป็นมาเป็นไปของวัดพระธรรมกายตั้งแต่ยุคแรกๆ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่ผู้ที่มาปฏิบัติธรรม สำนักงานใหญ่ มูลนิธิธรรมกาย
ส่วนอาคารหลังที่ 2 คือ "หอฉันคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง" อันเป็นสถานที่ฉันภัตตาหารของพระภิกษุ สามเณร สามารถรองรับได้ประมาณ 6000 รูป สาธุชนที่มาทำบุญถึง 2000 คน โดยทุก ๆ เช้า จะมีญาติโยมสาธุชนเดินทางมาทำบุญตักบาตร ถวายภัตตาหาร ตั้งแต่ 6.30 น. เป็นต้นไป อาคารหลังนี้จะเชื่อมต่อจาก อาคาร 100 ปี คุณยายอาจารย์ฯ ซึ่งมีลักษณะเป็นทรงกลม สื่อถึงดวงธรรมภายใน ในการปฏิบัติสมาธิภาวนา
ถัดมา คือ สถานที่แห่งที่ 3 ในรั้ว2000 ไร่ของวัดพระธรรมกาย “มหาวิหารพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร)” แทบจะเรียกได้ว่า อาคารแห่งนี้ คือ จุดแลนมาร์กของวัดพระธรรมกายก็ว่าได้ เพราะที่นี่เป็นภาพแรกที่ปรากฏอยู่ในสายตาของทุกคนเมื่อก้าวเท้าเข้าสู่รั้ววัดพระธรรมกาย เป็นที่ประดิษฐานรูปหล่อทองคำพระมงคลเทพมุนี(สด จนฺทสโร) หรือหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกายตามอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
สถานที่แห่งที่ 4 คือ "สภาธรรมกายสากล" ศาลาอเนกประสงค์ขนาดใหญ่ 2 ชั้น ซึ่งจุคนได้มากถึง 300,000 คน โดยใช้เป็นศาลาในการจัดกิจกรรมงานบุญของวัด กฐินผ้าป่า หรืองานบุญปฏิบัติธรรมทุกวันอาทิตย์ รวมถึงเปิดให้สาธารณชนเข้าใช้ เป็นกรณีไป เช่นที่ผ่านมามีการจัดสอบเข้าของตำรวจ หรือการจัดงานถวายเป็นพระราชกุศล และงานบุญต่างๆทางด้านพระพุทธศาสนา
อาคารแห่งที่ 5 อาคารหลังสุดท้ายของการเยี่ยมชม คือ "มหาธรรมกายเจดีย์ พระมหาเจดีย์พระพุทธเจ้าล้านพระองค์" ซึ่งเจดีย์แห่งนี้ รูปทรงก่อสร้างคล้ายคลึงกับสถูปสาญจีเจดีย์ (Sanchi ) ที่ประเทศอินเดีย สามารถทำกิจกรรมทางศาสนาพร้อมกันได้มากถึง 1,000,000 คน มีพระพุทธรูปประจำตัวของผู้สร้างเรียงรายถึง 1,000,000 องค์ จารึกรายนามผู้สร้างใต้ฐานองค์พระพุทธรูปที่ประดิษฐานเป็นเจดีย์สีเหลืองทองอร่าม นอกจากนี้ มหาธรรมกายเจดีย์ ยังเป็นที่รู้จักของทั้งคนไทย และคนต่างชาติเป็นอย่างดี โดยพระมหานพพร ได้กล่าวตอบข้อซักถามเกี่ยวกับงบประมาณในการสร้างเจดีย์แห่งนี้ไว้ว่า "ใช้เงินเท่าไรนั้น จำไม่ได้ เพราะสร้างเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามจำนวนของผู้ที่มาปฏิบัติธรรม" มหาธรรมกายเจดีย์ สามารถทำกิจกรรมทางศาสนาพร้อมกันได้มากถึง 1,000,000 คน
คำถามที่ว่า "วัดพระธรรมกาย ใช้หลักธรรมใดในการสอนพุทธศาสนิกชน แตกต่างจากที่อื่นไหม?”
ผู้สื่อข่าวตั้งปุจฉาแรกกับ พระมหานพพร ที่นั่งอยู่ตรงหน้าด้วยอาการสงบ สักครู่หนึ่ง ท่านจึงตอบคำถามนี้ว่า "คำสอนของพระพุทธเจ้านั้น มีมากถึง 84,000 พระธรรมขันธ์ ซึ่งธรรมะที่เป็นกลางๆ และทุกคนสามารถหยิบมาใช้ในการดำรงชีวิตได้ก็คือ “ไตรสิกขา” โดยไตรสิกขา ประกอบไปด้วย 1. ศีล 2. สมาธิ 3. ปัญญา แนวคิดนี้สามารถครอบคลุมชีวิตของคนๆ หนึ่งได้ตั้งแต่เกิดจนตาย บางคนทำทานอย่างเดียว แต่ไม่รักษาศีล ไม่เจริญภาวนา ก็ถือว่า ทำไม่ครบ เพราะฉะนั้น ต้องทำให้ครบทั้ง 3 ประการ” พระมหานพพร อธิบายถึงหลักคำสอนที่วัดพระธรรมกายใช้สอนพุทธศาสนิกชน
คำถาม: ส่วนวิธีการสอนของวัดพระธรรมกายจะแตกต่างจากที่อื่นหรือไม่นั้น
เรื่องนี้คงจะตอบได้ว่า หน้าที่ของวัดทุกวัด คือ สอนศีลธรรมเหมือนกัน วัดพระธรรมกายมีแนวคิดที่เปรียบเสมือนมหาวิทยาลัยสอนศีลธรรม เพราะฉะนั้น มหาวิทยาลัยก็จะมีที่พักของบุคลากรมหาวิทยาลัย มีอาคารเรียน มีโรงอาหาร มีที่จอดรถ มีอาคารที่ใช้ทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน แต่เราไม่สอนวิชาการทางโลก นอกจากนี้ เรายังใช้เทคโนโลยีทุกประเภทในการเผยแผ่ธรรมะ ไม่ว่าจะเป็น โซเชียลมีเดีย ทีวี วิทยุ หนังสือ เราทำได้หมด วัดพระธรรมกายไม่กลัวเทคโนโลยี เพราะเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือที่ทำให้เราเผยแผ่ธรรมะได้ดีขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น และกว้างไกลมากขึ้น” พระมหานพพร ตอบข้อซักถามอย่างตรงไปตรงมา
คำถาม: ส่วนที่มีการกล่าวอ้างว่า วัดพระธรรมกายใช้คำสอนที่ว่า ทำบุญมาก ได้บุญมาก คำกล่าวอ้างนี้ เท็จจริงอย่างไร?”
พระมหานพพร กล่าวตอบคำถามนี้ว่า หากจะให้พูดง่ายๆ คือ ทานทำให้รวย ศีลทำให้สวย ภาวนาทำให้ฉลาด ซึ่งการที่ใครสักคนหนึ่งทำบุญมากหรือน้อยนั้น ขึ้นอยู่กับเจตนาของแต่ละคนด้วย บางคนทำบุญ แต่ไม่ได้เลื่อมใสในบุญ อานิสงส์ผลบุญก็จะได้ไม่มาก ซึ่งมีอยู่เหตุการณ์หนึ่งในพระไตรปิฎก บันทึกไว้ว่า มีคนผู้หนึ่ง ทำทานเพียงแค่เข็ม 1 เล่ม ด้าย 1 หลอด แต่มีศรัทธาและกุศลเจตนาที่แรงกล้า คนผู้นั้นก็ได้รับอานิสงส์ผลบุญอย่างมาก เพราะฉะนั้น การทำบุญขึ้นอยู่กับเหตุประกอบหลายประการ เช่น เจตนา และความเลื่อมใส เป็นต้นเจตนาเท่ากัน แต่บุญไม่เท่ากัน?“ตรงนี้พิสูจน์กันยาก เพราะเรื่องของอานิสงส์นั้น ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบต่างๆ ร่วมกัน โดยองค์ประกอบที่ว่านี้ก็คือ วัตถุบริสุทธิ์ เจตนาบริสุทธิ์ บุคคลบริสุทธิ์ ซึ่งการวัดผลต้องไปวัดกันที่ภพชาติต่อไปว่า มันจะผลิดอกออกผลอย่างไร”
คำถาม: ผู้คนในสังคมหลายต่อหลายคนไม่เข้าใจ และมีคำถามมากมายเกี่ยวกับวัดพระธรรมกาย?
เพราะฉะนั้น ถ้าคนจนทำบุญแค่ 5 บาท ส่วนคนรวยทำ 1 ล้าน แต่ทั้งคู่มีเจตนาที่เท่ากัน สิ่งที่ได้รับกลับไปก็จะเท่ากัน เช่นนั้นหรือ?ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กรวัดพระธรรมกาย ตอบปริศนานี้ว่า “ถ้าจะบอกว่า คนทั้งคู่ได้เท่ากันก็คงจะไม่ได้ เพราะต้องขึ้นอยู่ที่เจตนาของเขา อยู่ที่ความเลื่อมใสศรัทธา อยู่ที่วัตถุทาน แต่จะบอกว่าได้เท่ากันหรือไม่นั้น เรายังวัดไม่ได้ เพราะมันต้องไปส่งผลกันในชาติหน้า เวลานั้นถึงจะวัดได้” “หากท่านมาด้วยใจ พร้อมกับปฏิบัติทาน ศีล ภาวนา ท่านก็ได้รับบุญกลับไปเหมือนกันทุกคน เพราะวัดเปิดต้อนรับทุกคน ไม่ได้เปิดรับเฉพาะคนที่มีสตางค์ตามที่คนอื่นเข้าใจ” พระมหานพพร กล่าว
คำถาม: หลายต่อหลายคนในสังคมต่างตั้งคำถาม บอกบุญวัดพระธรรมกาย ไม่ต่างอะไรจากการขายตรง?
พระมหานพพร คลายข้อสงสัยในประเด็นนี้อีกว่า ธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ดีอยู่แล้ว ซึ่งธรรมะเปรียบเสมือนวิตามินชนิดหนึ่งที่ดี พอเรารับประทานวิตามินเข้าไปก็จะรู้สึกดี เมื่อรู้สึกดี เราก็จะไปบอกเพื่อน บอกคนรู้จัก บอกคนที่เรารักว่า เรารับประทานวิตามินชนิดนี้แล้วดี ร่างกายแข็งแรงสดชื่น จากนั้น คนที่เราไปบอกต่อไว้แล้วนั้น ก็จะมาลองรับประทาน และปรากฏว่าเขาก็รู้สึกดีเช่นกัน เขาก็จะไปบอกต่อคนอื่นๆ ต่อไป เพราะฉะนั้น จึงไม่แปลกแต่อย่างใด หากคนที่เข้ามาปฏิบัติธรรมในวัดพระธรรมกาย แล้วเขาจะได้รับสิ่งที่ดีกลับไป จนต้องเอาไปบอกต่อกับคนอื่นๆ“ได้รับเรื่องราว หรือสิ่งดีๆ จนต้องบอกต่อ สำหรับคนที่ไม่เข้าใจ เขาก็อาจมองว่าเป็นการขายตรง?”“สำหรับการบอกบุญที่นำมาเปรียบเทียบกับการขายตรงนั้น เป็นการใช้วาทกรรมของคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งกล่าวได้ว่า เป็นการเอาลักษณะวิธีเผยแผ่ธรรมะไปเปรียบเทียบกับการขายตรง ทั้งๆ ที่ของสองสิ่งนี้เทียบกันไม่ได้ เพราะการเผยแผ่ธรรมะกับการขายตรงนั้นไม่เหมือนกัน”
คำถาม: เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยดูแลใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง“ในช่วงนี้ มีผู้มาปฏิบัติธรรมมากไหม หากคิดเป็นตัวเลข จะอยู่ที่จำนวนเท่าไร?”
พระมหานพพร กล่าวถึงอารมณ์คนที่มาปฏิบัติธรรมภายในวัดว่า “ณ ตอนนี้ ต้องยอมรับว่า ข่าวต่างๆ ที่เกี่ยวกับวัดพระธรรมกายมีกระแสที่ค่อนข้างแรง โดยธรรมดาของคนที่มาปฏิบัติธรรมในวัด เขาก็รัก เคารพ และเป็นห่วง เขาก็มาคอยดูเหตุการณ์อยู่ตลอด หรือไม่บางคนเขาก็มาเฝ้าอยู่ ซึ่งคนเหล่านี้ เขามีความเป็นห่วง ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับวัดหรือไม่”“ส่วนจำนวนคนที่มาเฝ้า หรือคนที่มาค้างนั้น จะอยู่ที่ประมาณหลักหมื่น ยิ่งช่วงนี้เรามีงานพิธีสวดพระพุทธมนต์ บำเพ็ญจิตภาวนา และถวายมหาสังฆทานแด่คณะสงฆ์จังหวัดปทุมธานี 999 รูป เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ก็จะมีประชาชนเข้ามาเยอะ ประมาณ 20,000 กว่าคนได้ ถ้าไม่มีกิจกรรมสำคัญ หรือเป็นวันธรรมดา จำนวนคนที่มาปฏิบัติธรรมก็จะตกอยู่ที่ประมาณ 6,000 คน รวมเจ้าหน้าที่ ส่วนคนที่มาอยู่อบรมในโครงการต่างๆ ก็จะมีจำนวนใกล้ๆ หมื่น” พระมหานพพร กล่าว
คำถาม: จำนวนคนหลักหมื่นกับสถานการณ์แบบนี้ วัดพระธรรมกายกังวลไหมว่า อาจจะเกิดความวุ่นวายตามมาได้?
พระมหานพพร ตอบข้อซักถามในประเด็นนี้ว่า เจ้าหน้าที่วัดทุกคนต้องช่วยกันดูแลสาธุชนที่มาปฏิบัติธรรมในวัด เพราะพวกเขามาด้วยใจ ดังนั้น เราต้องให้เขามีสิ่งแวดล้อมที่ดีที่เหมาะกับการประพฤติปฏิบัติธรรมตามเจตนาที่เขาเข้ามา โดยการออกแบบอาคารสถานที่ รวมถึงสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีในการปฏิบัติธรรมให้กับเขา และพยายามทำให้เขาไม่วุ่นวาย พยายามดูแลเขาให้อยู่ในระบบระเบียบ และมีความสุข หากเมื่อไหร่ที่เขาตกอกตกใจ เราก็ต้องให้ธรรมะแก่เขา “บางครั้งหลายๆ คนพยายามจะดึงภาพของวัดพระธรรมกายไปซ้อนทับกับกลุ่มการเมือง หรือทำให้เกิดความรู้สึกที่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการเมือง หรือบ้านเมือง แต่จะให้พูดอีกสักกี่ครั้งกี่หน ก็ยังยืนยันว่า วัดพระธรรมกายเป็นพุทธสถาน เราดำเนินกิจกรรมทางศาสนา เราเผยแผ่คำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่ได้ดำเนินกิจกรรมทางการเมือง” พระมหานพพร กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
คำถาม: ญาติโยมที่เป็นคนการเมือง เลื่อมใสศรัทธาวัดพระธรรมกาย มีจำนวนมากไหม?
พระมหานพพร ชี้แจงในข้อนี้ว่า วัดพระธรรมกายเปิดต้อนรับทุกคน และเราไม่สามารถไปห้ามเขาได้ เพราะแต่ละคนมีความแตกต่างกันทั้งในแง่ของภูมิลำเนา ความเชื่อ หรือแม้กระทั่งรสนิยมทางการเมือง ซึ่งเป็นสิทธิของแต่ละบุคคลที่เราไม่ควรไปก้าวก่าย เพราะหลวงพ่อท่านสอนพวกเราอยู่เสมอว่า ใครจะมาวัด เราไม่เคยห้าม แต่เมื่อไหร่ที่ท่านมา ให้ท่านถอดเสื้อทางความเชื่อและความชอบของท่านเอาไว้นอกรั้ววัด แล้วมาใส่เสื้อสีขาวแล้วเดินเข้าวัดไปพร้อมกัน และเมื่ออยู่ในวัด เราจะไม่คุยเรื่องนี้ ญาติโยมเดินทางเข้าออกตลอดทั้งวัน
คำถาม: เป็นไปได้ไหม หากญาติโยมนอกวัดที่ยังสวมเสื้ออยู่ จะช่วยเหลือและขับเคลื่อนเรื่องต่างๆ ให้แก่วัดพระธรรมกาย?
พระมหานพพร แสดงทรรศนะว่า “การที่เขาจะไปทำอย่างนั้น ถือว่า เป็นเรื่องส่วนตัวที่เราไม่สามารถเข้าไปห้ามได้ เมื่อเขาเข้ามาในวัด และเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อแล้ว วัดพระธรรมกายจะให้เขาใส่เสื้อสีขาวอย่างเดียว ให้เขาเรียนธรรมะอย่างเดียว เราไม่ใช้กลไกเหล่านี้ในการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง แต่อาจจะมีคนบางกลุ่มจุดกระแสนี้ขึ้นมาเพื่อเป้าประสงค์บางอย่าง ซึ่งคนที่จุดกระแสก็เป็นคนเพียงบางกลุ่มเท่านั้น ไม่ใช่คนส่วนใหญ่ของประเทศ”
คำถาม;อยากจะบอกอะไรกับประชาชนบางคน ที่วันนี้ยังมองวัดพระธรรมกายในอีกมุมมองหนึ่ง?
พระมหานพพร กล่าวจากหัวใจว่า “อยากให้ทุกคนมองวัดพระธรรมกายเป็นเหมือนวัดทั่วๆ ไป แต่วัดของเราอาจมีขนาดใหญ่หน่อย ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านไม่เคยตรัส หรือกำหนดว่า วัดต้องมีขนาดเท่านั้นเท่านี้ เพราะฉะนั้น การสร้างวัดขึ้นมาหนึ่งวัด เราควรสร้างตามการใช้งานของคนที่เข้ามาวัด เหมือนเมื่อก่อน คนเข้ามาใช้งานน้อย เราก็สร้างเล็ก แต่วันนี้คนเข้ามาใช้งานมาก เราก็สร้างวัดให้โตขึ้นมาหน่อย”
คำถาม: หลวงพ่อธัมมชโย ยังอยู่ภายในวัดพระธรรมกายหรือไม่?
ขออนุญาตตอบแบบนี้ว่า "หลวงพี่ได้พบหลวงพ่อครั้งสุดท้าย เมื่อ 5-6 เดือนที่แล้ว พร้อมๆ กับบรรดาญาติโยม และสาธุชน ทั้งหลาย" พระมหานพพรกล่าว
คำถามสุดท้าย:จะเกิดความรุนแรงหรือไม่ ในวันที่เจ้าหน้าที่ตัดสินใจนำกำลังเข้ามาภายในวัดพระธรรมกาย?
พระมหานพพร ให้ความเห็นว่า ทางวัดพระธรรมกาย มีความเชื่อมั่นว่า เจ้าหน้าที่รัฐย่อมไม่ต้องการให้เกิดความรุนแรงขึ้น เพราะฉะนั้น การจะกระทำอย่างไรก็ตาม ทางฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ ย่อมมีการพิจารณากลั่นกรองมาเป็นอย่างดีแล้ว และทางวัดก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมืออย่างดีที่สุด“ วัดพระธรรมกายมีหลักการสำคัญที่ยึดถือกันมาตลอด คือ สร้างวัดให้เป็นวัด สร้างพระให้เป็นพระ และสร้างคนให้เป็นคนดี” พระมหานพพร ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กรวัดพระธรรมกาย กล่าวทิ้งท้าย
มาถึงจุดนี้แล้ว ต้องใช้สติปัญญาตรองมากกว่าความคิด ช่วยกันภาวนาอย่างได้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่ควรต่อพระุพุทธศาสนา และคนไทยด้วยกัน เพราะต่างก็เกิดมาเพื่อสร้างความดีแท้ๆ









