"เจ๊ะหัน ยะลา" หนุ่มจบป.6 แต่มาบริหารเงินนับ 10 ล้านได้ "เพราะผมอ่านหนังสือ"
เจ๊ะหัน ยะลา อดีตคนงานก่อสร้าง ที่เริ่มต้นจากการอ่านหนังสือเวียนในมัสยิด จนในวันนี้เขาได้บริหารเงินนับ 10 ล้านในโครงการของชุมชน เรื่องราวจะเป็นอย่างไร เชิญอ่านได้เลยค่ะ http://winne.ws/n1694
ผู้คนในสังคมออนไลน์แชร์เรื่องราวของหนุ่มคนหนึ่งที่ชื่อว่า “เจ๊ะหัน ยะลา” เขาสามารถเปลี่ยนชีวิตได้ด้วยการอ่านหนังสือ เรื่องนี้ถูกเผยแพร่โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อว่า มกุฏ อรฤดี เล่าว่า
"เมื่อ 6 ปีก่อน เขารับจ้างก่อสร้าง คนในครอบครัวก็รับจ้าง เมื่อ 6 ปีก่อน เขาเริ่มอ่านหนังสือเล่มแรก
เมื่อ 5 ปีก่อน เขาเริ่มอธิบายความหมายในหนังสือ และปลูกหญ้าขาย เมื่อได้อ่านหนังสือ 'หญ้า'
เมื่อ 5 ปีก่อน เขาก่อตั้งกองทุนสวัสดิการในหมู่บ้าน เพราะได้อ่านหนังสือ ดร.ดูลิตเติ้ล
เมื่อ 4 ปีก่อน เขาอ่านมากขึ้น เพราะรู้ว่าหนังสือช่วยคิด และคิดอาชีพใหม่ให้ครอบครัว ชุมชน
เมื่อ 4 ปีก่อน ผมสมัครเข้ากองทุนสวัสดิการฯ ของเขา
เมื่อ 3 ปีก่อน เขาคิดวิธีขจัดยุงลาย และชาวบ้านได้เงิน ด้วยวิธีรับซื้อกะลามะพร้าวอันเป็นแหล่งยุง เขาเผากะลามะพร้าวทำถ่านอัดแท่ง
เมื่อ 2 ปีก่อน ราคายางพาราเริ่มตกต่ำ เขาคิดหาพืชปลูกแทนยางพารา และชักชวนคนอื่นๆ ให้ปลูกหมากในที่ว่าง
เมื่อปีก่อน เขารับซื้อผลหมากและปาล์มจากชาวบ้าน เขาบอกคนในครอบครัวว่า "อย่ากดราคาคนจน พวกซาเล้งต้องช่วยเขา"
เมื่อสัปดาห์ก่อน ผมถามเขาเล่นๆ ว่า "ความสำเร็จจนบริหารเงินนับสิบๆ ล้าน เกิดขึ้นในเวลาอันสั้นได้อย่างไร"
เขาตอบหนักแน่นพร้อมรอยยิ้มว่า "เพราะผมอ่านหนังสือ”ผมอยากให้เขาได้ช่วยงานรัฐบาล"
หลังจากเรื่องราวได้เผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตได้แห่แชร์ภาพนี้ไปกว่า 8 พันครั้ง จนหลายคนเริ่มสงสัยและอยากรู้จักว่า “เจ๊ะหัน ยะลา” คือใคร งานนี้สายตรวจโซเชียล ไม่รอช้า พาไปล้วงลึกสัมภาษณ์เจ้าของเฟซบุ๊ก นายมกุฏ อรฤดี ประธานโครงการระบบหนังสือหมุนเวียนในมัสยิด โครงการนำร่อง จ.กระบี่ เปิดเผยว่า...
-คำถามแรก เจ๊ะหัน ยะลา คือใคร
เจ๊ะหัน คือชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง อยู่ที่ อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ เจ๊ะหันเรียนหนังสือ จบ ป.6 ทำงานรับจ้างมา 30 ปี จนเมื่อ 6 ปีที่แล้ว มีโครงการนำร่องหนังสือหมุนเวียนในมัสยิด ดำเนินการโดยสำนักพิมพ์ผีเสือ ร่วมกับทุนสนับสนุนจากการไฟฟ้า, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม นำหนังสือไปให้กับชุมชนมัสยิด 4 แห่งที่อยู่ใกล้เคียงกัน เพราะเห็นว่า ทุกวันศุกร์ต้องไปละหมาดกัน น่าจะมีโอกาสเข้าถึงหนังสือได้มากที่สุด หลังจากที่ดำเนินการไป 3 เดือน เขาก็เริ่มอ่านหนังสือ เริ่มเกิดความคิดต่างๆ ที่ได้จากหนังสือ
-หนังสือที่นำไปให้อ่านเป็นประเภทไหน?
หนังสือทุกแนว ตามที่ชาวบ้านต้องการ เช่นเกี่ยวกับอาชีพ สุขภาพ อนามัย เกี่ยวกับศาสนา กฎหมาย ความรู้ต่างๆ เป็นหนังสือความรู้พื้นฐาน ง่ายๆ ที่ชาวบ้านอ่านแล้วเข้าใจ
-ช่วยยกตัวอย่าง หลังจากเจ๊ะหัน อ่านหนังสือไปแล้ว มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง?
อย่างเช่น ที่นั่นมีปัญหาการพนันบ่อนวัวชน ลูกหลานก็ไปมั่วสุม เขาก็รู้สึกกลุ้มใจคิดค้นหาวิธีต่างๆ ดึงเด็กออกมาจากการพนัน ท้ายที่สุด เขาได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งเป็น วิธีปลูกหญ้าชนิดต่างๆ อย่าง วัวชนก็ต้องกินหญ้า เขาจึงคิดว่าทำไมเราไม่ปลูกหญ้าขาย เพียงระยะแรกก็ขายได้จำนวนหลายๆหมื่นบาท ลูกหลานที่มั่วสุมอยู่ ก็กลับมาช่วยกันปลูกหญ้า
-นอกจากเจ๊ะหันแล้ว มีคนอื่นอีกไหม ที่อ่านหนังสือแล้วประสบความสำเร็จ?
ก็มีหลายๆ คน แต่ไม่โดดเด่นมากนัก อย่างมีคนนึงมีอาชีพเพาะเห็ด พออ่านหนังสือเขาก็มีรายได้เพิ่มขึ้น ด้วยเทคนิคและวิธีการเพาะใหม่ๆ หรือมีคุณยายคนหนึ่ง เมื่อได้อ่านหนังสือ เขาก็ทำน้ำพริกขาย
-ปัจจุบันโครงการนี้ยังอยู่หรือไม่?
ตอนนี้โครงการที่ อ.เหนือคลอง ได้ระงับไปแล้ว แต่ย้ายโครงการไปดำเนินไปที่เกาะลันตาน้อยและเกาะลันตาใหญ่ โดยมีเจ๊ะหันเป็นกรรมการโครงการที่ปรึกษา ซึ่งโครงการนี้ได้รับทุนสนับสนุนจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม
-ทำไมถึงนำเรื่องราวของเจ๊ะหันมาแชร์?
อยากให้เรื่องนี้สะท้อนสังคมไทย ให้เห็นความสำคัญของการอ่านหนังสือ เขาเป็นคนที่น่าทึ่งมาก ถ้าไม่มีหนังสือ ชีวิตของเขาก็เป็นเหมือนเดิม แต่ตอนนี้ชีวิตเปลี่ยนไป เขามีธุรกิจของตัวเอง เป็นธุรกิจวิสาหกิจชุมนุม ตั้งเป็นกลุ่มทำงานร่วมกัน อย่าง การเลี้ยงไก่ มีหลายครอบครัวมาเลี้ยงร่วมกัน แบ่งปันความรู้ พึ่งพาอาศัยกัน เขาพูดเสมอว่า "ถ้าไม่มีหนังสือก็คิดไม่ออก ที่คิดออกก็เพราะหนังสือ”
เรื่องราวโดย ผู้ใช้เฟสบุ๊ค ชื่อ มกุฏ อรฤดี
ขอบคุณ www.thairath.com




