หลงกามารมณ์

“นี่หรือคือรูปร่างสังขารที่ทำให้คนกระสันกันทั้งเมืองแต่บัดนี้แม้แต่จะยกให้เปล่ายังไม่มีใครปรารถนาสังขารช่างเป็นอนิจจัง”.. http://winne.ws/n25240

2.2 พัน ผู้เข้าชม
หลงกามารมณ์

      เมื่อกล่าวถึงความหลง สิ่งที่คนเราหลงกันอยู่ทุกคืนทุกวัน ดูจากหนัง จากละคร จากเพลงหรือจากข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ ก็จะพบว่ามีเรื่องกามารมณ์อยู่ดาษดื่น

     ความหลงแรกที่เราจะกล่าวถึงก็คือ หลงกามารมณ์ คือ หลงสนองกิเลสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หรือหลงรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และความคิดฟุ้งเฟ้อตัวอย่างเรื่องของความ หลงกามารมณ์ ก็คือในสมัยพุทธกาล มีพระภิกษุบวชใหม่รูปหนึ่งตอนเช้าออกไปบิณฑบาตกับพระภิกษุสหายที่เพิ่งบวชใหม่เหมือนกัน และในวันนั้นมีหญิงงามที่สุดในประเทศอินเดียมาตักบาตรด้วย นางชื่อ สิริมา วันที่มาตักบาตรนั้นเป็นวันที่นางป่วยหนัก ตัวซีดเผือด ครั้นพอนางหยิบกับข้าวตักบาตร พระภิกษุใหม่รูปนั้นมองเห็นมือที่สวยงามของนางสิริมาก็เกิดหลงรัก พอกลับถึงวัด พระรูปนั้นก็วางบาตรไว้บนเตียงแล้วนอนอาพาธทันที ไม่ยอมฉันอาหารใด ๆ

หลงกามารมณ์

     ผ่านไปสามวันสามคืนจนเพื่อนมาเห็นภิกษุผู้เป็นสหายสนิทจึงเอ่ยถามว่า “ท่านเป็นอะไร เหตุใดถึงได้อาพาธกะทันหันเช่นนี้”

     พระรูปนั้นก็บอกว่า “ถ้าท่านอยากจะให้ผมหายอาพาธ ท่านช่วยไปเชิญโยมสิริมาให้มาเยี่ยมผมหน่อย”

ภิกษุผู้เป็นสหายก็เข้าใจทันที “อ๋อท่านติดใจความงามของโยมสิริมาหรือนี่”ขนาดวันนั้นนางสิริมาป่วยหนักยังมีเสน่ห์รัดรึงตรึงใจผู้อื่นได้ขนาดนั้น

หลงกามารมณ์

     จากนั้นไม่กี่วันนางสิริมาก็เสียชีวิตพระพุทธเจ้ามีรับสั่งให้เก็บศพนางไว้หนึ่งสัปดาห์แต่พระภิกษุรูปนั้นไม่ทราบข่าวการเสียชีวิตของนางเลย ยังคงป่วยหนักเพราะพิษศรรักปักทรวง

     ไม่นานศพนางสิริมาที่วางอยู่บนเชิงตะกอนก็ขึ้นอืด พวกหนอน พวกน้ำเหลืองเมือกไคลต่างไหลออกจากทวารทั้งเก้า ส่งกลิ่นเหม็นคลุ้งออกไปทั่ว พอครบ 7 วัน พระพุทธองค์เสด็จมาที่สุสาน พร้อมทั้งพระราชาและประชาชนทั่วทั้งเมืองไปร่วมงานด้วย

     แต่ก่อนหน้าที่จะเสด็จไปงานศพ พระพุทธองค์มีรับสั่งให้พระรูปนั้นไปด้วย พระรูปนั้นพอเพื่อนไปบอกว่า “นี่ท่าน พระพุทธองค์จะไปเยี่ยมนางสิริมา ท่านจะไปด้วยไหม” พระรูปนั้นก็ตะลีตะลานลุกขึ้นทันที รีบไปสรงน้ำเตรียมตัว เรียกว่าพอได้ยินชื่อสิริมาแล้วก็หายไข้ ออกเดินตามหลังพระพุทธองค์ไป

     เมื่อไปถึงสุสาน พระรูปนั้นก็เห็นซากศพนอนอยู่บนเชิงตะกอน ท่านนั่งดูอยู่เบื้องหลังพระปฤษฎางค์ (หลัง) ของพระพุทธองค์พระพุทธองค์ตรัสว่า “เอาละ เมื่อทุกคนพร้อมแล้วเริ่มเปิดประมูลได้”

     นางสิริมานั้นมีอาชีพเป็นหญิงโสเภณีชื่อเต็มคือ นครโสเภณี ในสมัยนั้นเมืองใหญ่ทุกเมืองต้องมีนครโสเภณีไว้เป็นหน้าตาของบ้านเมือง ใครได้ร่วมอภิรมย์กับนางสิริมาหนึ่งคืนจะต้องจ่ายเงินหนึ่งแสนกหาปณะ (เทียบเท่าสี่แสนบาทในปัจจุบัน)

     และเมื่อทุกคนพร้อมหมด พระสงฆ์พร้อม คฤหัสถ์พร้อม พระราชาพร้อมเจ้าหน้าที่ก็ออกไปยืนกลางแจ้งแล้วประกาศขึ้นมาว่า

     “นางสิริมาขณะที่ยังมีชีวิตอยู่นับเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดในนคร มีแต่ชนชั้นนำและชนชั้นสูงเท่านั้นที่มีสิทธิ์ร่วมอภิรมย์กับนางบัดนี้นางสิ้นชีวิตแล้ว ทางราชการเห็นว่าทุกคนควรจะได้ประโยชน์ร่วมกันจากความสวยของนางสิริมา เอาละ หากใครอยากร่วมอภิรมย์กับนางสิริมา เชิญวางเงินลงหนึ่งแสน ไม่ใช่แค่เพื่อร่วมอภิรมย์หนึ่งคืน แต่ทางราชการจะยกให้เลย”

หลงกามารมณ์

     พระพุทธองค์ทรงหันไปดูพระภิกษุรูปนั้นที่จับตาจ้องอยู่ว่าใช่นางสิริมาแน่หรือ หนึ่งแสนไม่มีใครประมูล ลดลงมาเรื่อย ๆ ห้าหมื่นหนึ่งหมื่น เก้าพัน แปดพัน เจ็ดพัน ห้าพันสองพัน ห้าร้อย หนึ่งร้อย จนกระทั่งเหลือเพียงหนึ่งกหาปณะ (สี่บาท) ก็ไม่มีใครแสดงตัวประมูลแม้แต่คนเดียว

     ตลอดเวลานั้นพระพุทธองค์ประทับนิ่งพระภิกษุรูปนั้นทอดตามองอยู่ แล้วจิตของพระรูปนั้นก็สอนจิตของตัวท่านเองว่า

     “นี่หรือคือรูปร่างสังขารที่ทำให้คนกระสันกันทั้งเมืองแต่บัดนี้แม้แต่จะยกให้เปล่ายังไม่มีใครปรารถนาสังขารช่างเป็นอนิจจัง”


    พอเปล่งอุทานเสร็จท่านก็บรรลุธรรม ณ ที่นั่งแห่งนั้น

     ถ้าพระพุทธองค์ไม่ทรงเป็นนักบริหารจัดการความหลง จิตปฏิพัทธ์ของพระภิกษุรูปนี้อาจตามนางสิริมาข้ามภพข้ามชาติไปก็ได้

    นี่คือตัวอย่างอานุภาพของความหลงถ้าได้หลงแล้วมันไม่เลือกหรอกว่าเป็นพระหรือเป็นโยม เพราะใจของมนุษย์เราไม่ได้มีไฟแดงติดห้ามไว้เหมือนไฟจราจรกิเลสมันทำงานตลอดเวลา กิเลสมามันทิ่มเข้าไปที่ใจปุ๊บทะลุทันที หรือเวลาที่เราไปติดเนื้อต้องใจใครหรืออะไรก็ตาม ใจมันก็จะทะลุไปเลย ไม่ติดไฟแดง ไม่มีวันหยุดนักขัตฤกษ์ ทำงานตลอดเวลา จะสั่งห้ามหรือสั่งให้หยุด ไม่ใช่จะทำได้ง่าย

            ความหลงเกิดที่ใจ แต่จะให้หยุดใจตัวเองนั้นยากอย่างยิ่ง


บทความโดย : ท่านว.วชิรเมธี

ที่มา  : goodlifeupdate

แชร์