คุณคิดถึง "บ้านหลังสุดท้าย" ของคุณให้เป็นเช่นไร ?
คุณคิดถึง "บ้านหลังสุดท้าย" ของคุณให้เป็นเช่นไร ? วันนี้ ทดลองมาศึกษา เรื่อง บ้านหลังสุดท้าย กันบ้าง ว่าเป็นเช่นไร เพราะทุกคนย่อมมีบ้านหลังสุดท้ายกันทั้งนั้น บางคนมีเร็ว บางคนมีช้า แต่ทุกคนต้องมีบ้านหลังสุดท้าย http://winne.ws/n6787
คุณคิดถึง "บ้านหลังสุดท้าย" ของคุณให้เป็นเช่นไร ? วันนี้ ทดลองมาศึกษา เรื่อง บ้านหลังสุดท้าย กันบ้าง ว่าเป็นเช่นไร เพราะทุกคนย่อมมีบ้านหลังสุดท้ายกันทั้งนั้น บางคนมีเร็ว บางคนมีช้า แต่ทุกคนต้องมีบ้านหลังสุดท้าย
ความหมายของการไปเกิด (มรณะ)
คำว่า “มรณะ” แปลว่า ความตาย นี้มีศัพท์ทางวิชาการที่หมายถึงความตายหลายศัพท์ด้วยกันขึ้นอยู่กับฐานะและประเภทของบุคคลเช่น จุติ ดับ ทำกาละ แตกกายลำลายขันธ์ การทิ้งร่างเก่า มรณภาพ อสัญกรรม อนิจกรรมนิพพาน ปรินิพพานเป็นต้น ในพระคัมภีร์พุทธศาสน์ได้ให้ความหมายไว้หลายอย่างด้วยกันคือ
“ความเคลื่อน ภาวะของความเคลื่อนความแตกทลาย ความหายไป มฤตยู ความทำกาละ ความทำลายแห่งขันธ์ (5) ความทอดทิ้งซากศพไว้ ความขาดแห่งชีวิตินทรีย์ จากหมู่สัตว์นั้น ๆ ของเหล่าสัตว์ นั้นๆ นี้เรียกว่า มรณะ” 1 (ความหมายตามพระสูตร)
“ความสิ้นไป ความเสื่อมไป ความแตก ความทำลานย ความไม่เที่ยง ความหายไป แห่งธรรมเหล่านั้น นี้เรียกว่า มรณะ” 2 (ความหมายตามพระอภิธรรม)
“อายุ ไออุ่น และวิญญาณละกายนี้ไปเมื่อใด เมื่อนั้น กายนี้จะถูกเขาทอดทิ้ง นอนอยู่ ไม่มีจิตใจเป็นเหยื่อของสัตว์” 3
หมายความว่า เครื่องปรุงชีวิต 3 ประการ คือ อายุ ไออุ่น และวิญญาณ ละกายนี้ไปเมื่อใด สัตว์ก็ชื่อว่า “ตาย” เมื่อนั้น
(1 ที.มหา.มหาสติปัฏฐานสูตร14/233 .....2 อภิ.วิ. 77/282 ....3 สํ.ขนฺธ.เผณุปิณฑิกสูตรที่ ๓ 27/319)
อายุ ได้แก่ รูปชีวิตินทรีย์และอรูปชีวิตินทรีย์ (อรรถกถาโดยมากมุ่งเอาเฉพาะรูปชีวิตินทรีย์หรือกรรมชรูป)
ไออุ่น ได้แก่ อุสมาเตโชธาตุที่เกิดจากกรรม
วิญญาณ ได้แก่ ปฏิสนธิวิญญาณ (ภวังคจิต) เว้น อสัญญีสัตว์ (อ้างอิง www.dmc.tv)
ความสิ้นไปแห่งชีวิต กับ บ้านหลังสุดท้าย ในชาตินี้
สภาพความตายดังกล่าว เบื้องต้นจะพบว่า เป็นสิ่งที่ต้องเคลื่อน ออกไป หมายความว่าอย่างไร ?
ก่อนมาเกิด มาเพราะมีปฏิสนธิวิญญาณ ที่มีดวงบุญ ดวงบาป ที่ติดมาด้วย ย่อมต้องหาที่สิงสถิตย์ ตามสภาวะ บุญบาปในดวงปฏิสนธิวิญญาณ นั้น ว่ามีอะไรบ้าง
การมาบังเกิดใหม่ ดวงบุญย่อมดึงดูดความบริบูรณ์แห่งปัจจัย 4 ความสุขความสำเร็จ ดวงบาปย่อมดึงดูด ความทุกข์ยาก หายนะ อุปสรรค มาตัดรอน การดำเนินในวิถีชีวิตของผู้นั้น
เมื่อมาด้วยดวงปฏิสนธิวิญญาณ ที่มีดวงบุญใหญ่ สว่างไสว ย่อมดึงดูดทรัพย์สมบัติ ความสุข ความสำเร็จ แม้แต่บิดามารดา ผู้ให้กำเนิด ในภพชาตินั้น ๆ ด้วย แต่ถ้าดวงบาปใหญ่ หมองมัว ย่อมดึงดูดความลำบาก ปัญหา อุปสรรค มาสู่ผู้นั้นด้วยเช่นกัน
ดังนั้น ชีวิตของเรา ก็มีแต่เพียง บุญและบาปที่อยู่เบื้องหลังทั้งสิ้น
เมื่อไรที่มีบุญ ชีวิตนี้ก็ยังอยู่ได้ เมื่อใดที่หมดบุญ ชีวิตนี้ ก็ต้องจากทุกสิ่งทุกอย่างไป แม้แต่กายที่ได้มา นี้ ก็ต้องทิ้งเป็นธาตุของโลกนี้ไปด้วย
มาเกิด เราก็ไม่มีอะไรมาด้วย เด็กทารก คงไม่มีใครที่สามารถหอบสมบัติมาได้ สมบัติทุกอย่างแม้แต่ลมหายใจ ก็ได้มาภายหลังทั้งสิ้น (ถ้าเด็กทารกแรกเกิดไม่ร้องไห้ คุณหมอต้องตบก้นให้ร้องไห้ เพื่อให้ลมหายใจเกิดขึ้นในร่างเด็กนั้น) ดวงบุญนั้นแหละที่ดึงดูดสิ่งของทรัพย์สมบัติเหล่านั้นเข้ามาสู่ตัวเจ้าของดวงบุญนั้น
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ดวงบาปก็พยายามจ้องส่งผล (เพราะเป็นหน้าที่ของบาป) เมื่อถึงเวลาที่หมดบุญ ก็เปรียบเหมือนหมดพลังงาน ฝ่ายดวงบาป ก็ส่งผล ให้ทุกชีวิตก็ต้องจากทุกสิ่งไปเช่นเดิม เริ่มการจาก
จากที่เคยวิ่งได้ ก็วิ่งไม่ได้ จากที่ขึ้นบันไดได้ ก็ขึ้นไม่ได้ จากที่เดินได้ ก็เดินไม่ได้ จากที่นั่งได้ก็นั่งไม่ได้ จากที่นอนได้มีความสุข ก็นอนไม่มีความสุข จากที่รับประทานได้ ก็รับประทานไม่ได้ จากที่เคลื่อนไหวอวัยวะได้ ก็เคลื่อนไม่ได้ จากที่กระพริบตาได้ ก็กระพริบไม่ได้ จากที่ลืมตาได้ ก็ลืมตาไม่ได้ จากที่เคลื่อนลมหายใจเข้าออกได้ ก็เริ่มแผ่วเบา และหยุดนิ่ง อวัยวะสุดท้ายหยุดการเคลื่อนไหว คือหัวใจหยุดเต้น นั่นคือสภาพที่ต้องหยุด และละทุกสิ่งทุกอย่างสิ้นเชิง แม้แต่ร่างกายนี้ มิใช่หรือ ?? แล้วเราจะมาโลภมาก กับ ทรัพย์สินเงินทอง ลาภยศ ตำแหน่ง อะไรอีกเล่า
ดวงปฏิสนธิวิญญาณ จะต้องออกจากกายนี้ไป พร้อมดวงบุญและบาปที่ สะสมไว้ตอนมีชีวิตอยู่ ต้องไปหาบ้านหลังใหม่ ที่เหมาะสมกับดวงบุญและดวงบาป ที่ติดไปด้วยนั้นต่อไป ไม่จบไม่สิ้น จนกว่าจะเลิกเกิด ด้วยการเข้าสู่ดินแดนพระนิพพาน
แล้วอย่างนี้ มนุษย์ทุกผู้ทุกนาม ที่ใฝ่หาความรู้ที่แท้จริงของการมาเกิดและไปเกิด ควรจะแสวงหาอะไร เมื่อยังมีชีวิตอยู่ เพราะท้ายที่สุด มนุษย์ทุกคนแท้จริงแล้ว ย่อมแสวงบุญความดีมิใช่หรือ ?
เมื่อใดที่เรามาเกิดเป็นมนุษย์ นั่นคือ เราได้โอกาสมาเกิดสร้างบุญบารมี ความดี มิใช่อย่างอื่นเลย มิใช่ภพภูมิที่มาใช้กรรม มิใช่ภพภูมิที่มาเสวยบุญ แต่อย่างใด แต่เรามาเกิดเพื่อสร้างกำไรชีวิต เติมเชื้อเพลิงแห่งความสะอาดบริสุทธิ์ เพื่อนำไปใช้เป็นต้นทุนการสร้างบารมี ในภพภูมิต่อ ๆ ไป มิใช่หรือ ?????
ฟ้าหลังฝน คนชาวนา
พุทธศาสตร์บัณฑิต , วิทยาศาสตร์บัณฑิต , ธรรมศึกษาเอก






