รู้จักไหม โรคกรดไหลย้อน อยากหายขาดไหม อ่านนี่เลย
ความรู้ครบเครื่อง .. เรื่องกรดไหลย้อน http://winne.ws/n11627
ปัจจุบันนี้ที่แผนกอายุรศาสตร์ของโรงพยาบาลต่างๆ มีผู้ป่วยเป็น “เกิร์ด”(GERD)หรือ โรคกรดไหลย้อน (Gastroesophageal reflux disease)จำนวนมากซึ่งหลายคนยังมีความสงสัยและไม่เข้าใจว่า โรคกรดไหลย้อนนั้น หมายถึงอะไร เกิดได้อย่างไร มีอันตรายต่อร่างกายมากน้อยเพียงใดและการดูแลรักษารวมทั้งการปฏิบัติตนควรทำอย่างไร บทความนี้เขียนเพื่อตอบคำถามต่างๆดังกล่าว เพื่อให้ผู้อ่านรักษาตนให้หลุดพ้นความทุกข์ทรมานจากโรคกรดไหลย้อน
“เกิร์ด”หรือ โรคกรดไหลย้อน หมายถึงอะไร ?
โรคกรดไหลย้อน หมายถึง ภาวะที่มีน้ำย่อยในกระเพาะอาหารซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรดไหลย้อนขึ้นไปในหลอดอาหาร ส่งผลให้มีอาการระคายบริเวณลำคอ และ แสบอกหรือจุกเสียดบริเวณใต้ลิ้นปี่รวมทั้งมีอาการท้องอืดท้องเฟ้อร่วมด้วย คล้าย ๆ กับอาการของโรคกระเพาะอาหาร ทำให้คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่าเป็นโรคกระเพาะอาหารและ ไปซื้อยาลดกรด (antacids) ที่มีจำหน่ายตามท้องตลาดมารับประทาน เพื่อบรรเทาอาการอยู่เรื่อยๆ ซึ่งเป็นการรักษาที่ไม่ตรงจุดจึงพบว่ามีผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยโรคกรดไหลย้อนเพิ่มสูงขึ้น
โรคกรดไหลย้อนมีสาเหตุมาจากอะไร?
ในภาวะปกติร่างกายมีกลไกการป้องกันการไหลย้อนของน้ำย่อยจากกระเพาะอาหารขึ้นไปในหลอดอาหารโดยการทำงานของหูรูดหลอดอาหารส่วนล่าง (Lower esophageal sphincter, LES) ซึ่งหูรูดนี้จะคลายตัวขณะที่มีการกลืนอาหารเพื่อให้อาหารผ่านลงสู่กระเพาะอาหาร และ หดตัวปิดทันทีเพื่อไม่ให้อาหารและกรดจากกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นไปในหลอดอาหารเมื่อประสิทธิภาพในการทำงานของกลไกการควบคุมนี้เสื่อมลงหรือบกพร่องจึงเกิดโรคกรดไหลย้อน ซึ่งอาจเกิดเป็นครั้งคราว เป็นพัก ๆ หรือเกิดตลอดเวลา
สาเหตุหลักของโรคนี้เกี่ยวข้องกับความผิดปกติในการทำหน้าที่ของหูรูดหลอดอาหารส่วนล่างเช่น มีการคลายตัวของหูรูดหลอดอาหารส่วนล่างโดยที่ไม่มีการกลืน หรือ ความดันของหูรูดของหลอดอาหารส่วนล่างลดลงไม่สามารถต้านแรงดันในช่องท้อง และ การบีบตัวของกระเพาะอาหารได้
ส่วนสาเหตุที่ทำให้หูรูดดังกล่าวทำงานผิดปกติยังไม่ทราบแน่ชัดโรคนี้พบได้บ่อยในบุคคลทุกเพศทุกวัย หูรูดอาจเสื่อมตามอายุหูรูดยังเจริญไม่เต็มที่ในเด็กทารก หรือ อาจมีความผิดปกติที่เป็นมาแต่กำเนิดนอกจากนี้อาจพบในสตรีมีครรภ์ด้วยเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนในร่างกายมีผลต่อการทำงานของหูรูดหลอดอาหาร
พบว่าโรคนี้มีความสัมพันธ์กับความอ้วนโรคเบาหวาน และโรคไส้เลื่อนกะบังลม (hiatal hernia)ซึ่งมีกระเพาะอาหารบางส่วนไหลเลื่อนเข้าไปอยู่ในช่องอกทำให้มีโอกาสเกิดการไหลย้อนของกรดจากกระเพาะอาหารเพิ่มมากขึ้น
ปัจจัยอื่นๆที่ส่งเสริมให้เกิดโรคกรดไหลย้อนอาทิ พฤติกรรมการบริโภค และการปฏิบัติตน ได้แก่การรับประทานอาหารอาหารรสจัด/รสเผ็ด อาหารประเภทไขมันสูง อาหารทอด ชา กาแฟ น้ำอัดลม การดื่มสุรา สูบบุหรี่การนอนหรือเอนกายทันทีหลังรับประทานอาหาร ความเครียดตลอดจนการสวมเสื้อผ้าคับและรัดเข็มขัดแน่น เป็นต้น
นอกจากนี้การใช้ยาบางชนิด เช่น ยาขยายหลอดลมยาลดความดันกลุ่มปิดกั้นเบตาและกลุ่มต้านแคลเซียม ยาต้านคอลิเนอร์จิกตลอดจนฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน เป็นต้นจะมีผลกระตุ้นการคลายตัวของหูรูดหรือมีการหลั่งกรดมากขึ้น
อาการของโรคกรดไหลย้อน
- มีอาการแสบอกหรือจุกเสียดบริเวณใต้ลิ้นปี่คล้ายอาหารไม่ย่อย เรอบ่อย และอาจมีอาการคลื่นไส้ร่วมด้วย
- บางรายพบว่ามีภาวะเรอเปรี้ยว คือมีกรดซึ่งเป็นน้ำรสเปรี้ยวหรือน้ำดีซึ่งมีรสขมไหลย้อนขึ้นมาในปากหรือคอหรือหายใจมีกลิ่น
- บางรายอาจพบอาการผิดปกติของโรคหู คอ จมูก เช่นไอเรื้อรัง เสียงแหบเรื้อรัง หรืออาการหอบหืดเป็นมากขึ้น เป็นต้นเนื่องจากมีการไหลย้อนของน้ำย่อยไประคายที่คอหอย กล่องเสียงและหลอดลม
การรักษาโรคกรดไหลย้อน ทำอย่างไร ?
(1)การรักษาที่สำคัญอยู่ที่ผู้ป่วยเอง คือควรปฏิบัติตน ดังนี้
- พฤติกรรมการบริโภค
ไม่ควรรับประทานอาหารแต่ละมื้อในปริมาณมากเกินไปควรรับประทานบ่อยครั้งๆละน้อย
หลีกเลี่ยงอาหารประเภททอดอาหารไขมันสูง อาหารที่มีรสเปรี้ยวจัด/เผ็ดจัด
หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำชากาแฟ น้ำอัดลม
หลีกเลี่ยงการดื่มสุราและการสูบบุหรี่
-พฤติกรรมการดำเนินชีวิต
ไม่ควรนอนหรือเอนกายทันทีหลังจากรับประทานอาหารควรเว้นอย่างน้อย 3ชั่วโมง
รักษาน้ำหนักตัวให้พอเหมาะไม่อ้วนเกินไป
ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
พักผ่อนพอเพียงและรักษาตนไม่ให้เครียด
สวมใส่เสื้อผ้าหลวมสบายตัวไม่รัดเข็มขัดแน่น
(2)การรักษาด้วยยา
กรณีที่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น จำเป็นต้องใช้ยาร่วมด้วยควรรับประทานยาตามกำหนดอย่างเคร่งครัด และถ้ามีข้อสงสัยควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
ปัจจุบันยาที่ได้ผลดีที่สุด คือ ยาลดกรดในกลุ่มยับยั้ง โปรตอนปั๊ม (Proton pump inhibitors) เช่น โอเมพราโซล (omeprazole)ขนาด 20 มิลลิกรัม วันละ 1-2 ครั้งซึ่งมีประสิทธิภาพสูงมากในการป้องกันอาการของโรคกรดไหลย้อนโดยให้รับประทานยาติดต่อกันเป็นเวลา 6 – 8 สัปดาห์ หรืออาจต้องใช้ยาเป็นระยะเวลานานหลายเดือนขึ้นกับผู้ป่วยแต่ละรายเช่น กรณีที่เป็นมากหรือมีอาการมานาน ซึ่งอาจจะมีการปรับการรับประทานยาเป็นระยะ ๆตามอาการที่มี หรือ รับประทานอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน
บางกรณีอาจใช้ยาเพิ่มการเคลื่อนไหวของทางเดินอาหารร่วมด้วยเช่น เมโทโคลพราไมด์ (metoclo-pramide)ขนาด 10 มิลลิกรัม 1 เม็ด วันละ 3-4ครั้ง ซึ่งยานี้ควรรับประทานก่อนอาหารประมาณ 30 นาที
(3)การรักษาโดยการผ่าตัด
ในรายที่ใช้ยาไม่ได้ผลหรือมีภาวะแทรกซ้อนอาจจำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัดซ่อมแซมหูรูด
ภาวะแทรกซ้อนของโรคกรดไหลย้อน เป็นอย่างไร?
แม้ว่าโรคกรดไหลย้อนไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่เป็นโรคที่ทำให้ผู้ป่วยมีความทุกข์ทรมานรวมทั้งส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและประสิทธิภาพในการทำงานดังนั้นกรณีที่ท่านมีอาการของโรคนี้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคต่อไปโปรดให้ความสนใจเพราะถ้าละเลยไม่ยอมรักษา เมื่อเป็นเรื้อรังอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ได้แก่
- หลอดอาหารอักเสบซึ่งจะมีอาการเจ็บหน้าอกขณะกลืนอาหาร
- แผลหลอดอาหารอาจมีเลือดออกในระบบทางเดินอาหารส่วนบน เช่น อาเจียนเป็นเลือด หรือมีถ่ายดำ
- หลอดอาหารตีบตันพบว่ามีอาการกลืนอาหารลำบาก อาเจียนบ่อย
- เกิดการเปลี่ยนแปลงเซลล์ของเยื่อบุหลอดอาหารถ้าเป็นรุนแรงอาจเกิดมะเร็งของหลอดอาหาร ซึ่งจะมีอาการเจ็บขณะกลืนอาหาร กลืนลำบากอาเจียนบ่อย และน้ำหนักลด
“เพื่อสุขภาพปรับพฤติกรรม ใช้ยาถูกต้อง ป้องกันโรคกรดไหลย้อน”
ขอบคุณผู้ค้นคว้าเรียบเรียง: รองศาสตราจารย์ดร. สุจิตรา ทองประดิษฐ์โชติ ภาควิชาสรีรวิทยา คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล www.pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article/44/เกิร์ด-GERD-โรคกรดไหลย้อน

