ร่างกาย กับจิตใจ แยกกันได้เมื่อตาย แต่เมื่ออยู่ด้วยกันต้องทำให้ดีทั้งคู่ (Body&Mind)
เมื่อเรายังมีชีวิตอยู่ ร่างกายกับจิตใจนั้นเป็น สองสิ่งที่ต้องอยู่ควบคู่กันเสมอ และยังส่งผลกระทบซึ่งกันและกันตลอดเวลาด้วยดังนั้นเราจึงต้องมาเรียนรู้ว่าเราจะรักษาทั้งคู่นี้ให้มีประสิทธภาพดีอยู่ตลอดได้อย่างไร http://winne.ws/n1414
ร่างกาย กับจิตใจ ต้องไปด้วยกัน (Body&Mind)
เมื่อเรายังมีชีวิตอยู่ ร่างกายกับจิตใจนั้น เป็นสองสิ่งที่ต้องอยู่ควบคู่กันเสมอและยังส่งผลกระทบซึ่งกัน และกันตลอดเวลาด้วยดังนั้นเราจึงต้องมาเรียนรู้ว่าเราจะรักษาทั้งคู่นี้ให้มีประสิทธภาพดีอยู่ตลอดได้อย่างไร
ร่างกาย(Body)
Human body systems. Credit: Image via ShutterstockView full size image(http://www.livescience.com/37009-human-body.html)"นี้คือส่วนประกอบทางเคมีซึ่งโดยทั่วไปแล้วร่างกายของผู้ใหญ่จะมีน้ำเป็นส่วนประกอบทางเคมีในเซลล์ที่มีชีวิตประมาณ65-90% ในแต่ละเซลล์" ซึ่ง ดร. แอน มารีย์เฮลเมนสทีน ผู้เชียวชาญด้านเคมี (Anne Marie Helmenstine, Ph.D.Chemistry Expert)ได้กล่าวไว้ใน บทความส่วนประกอบสารเคมีของร่างกายมนุษย์(Chemical Composition of the Human Body) http://chemistry.about.com/od/chemicalcomposition/a/Chemical-Composition-Of-The-Human-Body.htm
และส่วนที่เหลือคือเนื้อเยื้อที่ประกอบกันเป็นอวัยวะต่างๆของร่างกาย ดังนั้น เราจึงควรที่จะดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายซึ่งโดยปรกติแล้วควรดื่มอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว
และดูแลสุขภาพร่างกายโดยการหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายให้เหมาะสมทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ขับถ่ายให้ได้ทุกวัน ที่สำคัญที่สุดต้องรักษาร่างกายให้สะอาดเสมอ
จิตใจ (Mind)
อะไรที่เรียกว่าใจ ใจคือศูนย์รวมของการเห็น ความจำ ความคิด ความรู้ซึ่ง 4 อย่างนี้รวมเข้าเป็นจุดเดียวกัน ซึ่งเรียกว่าใจ อยู่ในเบาะ น้ำเลี้ยงหัวใจ คือ ความเห็นอยู่ที่ท่ามกลางกายความจำอยู่ที่ท่ามกลางเนื้อหัวใจ ความคิดอยู่ท่ามกลางดวงจิตความรู้อยู่ท่ามกลางดวงวิญญาณ การเห็น เป็นต้นกำเนิดของความรู้ ส่วนความจำ เป็นต้นกำเนิดของเนื้อหัวใจส่วนคิด เป็นต้นกำเนิดของดวงจิต ส่วนรู้ เป็นต้นกำเนิดของดวงวิญญาณ ซึ่งอธิบายได้ตามภาพ
ใจ จะรับอารมณ์ผ่านจากประสาทรับรู้ภายนอกทั้ง 6 คือ ประสาทตา หูจมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วจึงแสดงออกเป็นอารมณ์ต่าง ๆ ตามการรับรู้ของใจที่ถูกกระตุ้นจากภายนอก เราจึงควรระวังที่จะ เลือกรับในแต่สิ่งที่ดีๆ มากกว่าสิ่งที่ไม่ดี อะไรที่ทำให้ใจเราร้อยเราก็อย่าไปเอามาใส่ใจซึ่งศึกษาจากตัวเองคือเรื่องอะไรเมื่อเรารู้แล้วอารมณ์เราเปลี่ยนไปในทางที่ไม่มีความสุขเราก็ควรหลีกเลี่ยงอย่าให้เจออีก หรือต้องฝึกใจให้กล้าเผชิญกับสิ่งที่ไม่ดีด้วยใจที่สบายๆ ได้
ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก
http://book.dou.us/doku.php?id=md408:1หัวข้อลักษณะของใจ
บางคลินิกได้แสดงผลการศึกษาว่า การนั่งสมาธิ มีผลต่ออารมณ์ และอาการของโรคที่มีเอาการต่าง ๆ กัน (ความดันเลือดสูง โรคลำไส้แปรปรวนหรือ โรคมะเร็ง) ซึ่งสมาธิสามารถพัฒนาคุณภาพของชีวิตให้ดีขึ้นได้ และจุดมุ่งหมายของเทคนิคการรักษาโดยใช้วิธีใจกับกาย คือ การทำให้ ร่างกาย และจิตใจได้ผ่อนคลาย กลไกของร่างกายจะลดระดับฮอร์โมนความเครียดลง ดังนั้นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายจะมีประสิทธิภาพต่อสู้กับอาการป่วยได้ดีขึ้น
แต่เมื่อ กาย กับใจต้องมาอยู่ร่วมกัน ที่เรียกว่าสิ่งมีชีวิต เราจะดูแลรักษาทั้งสองอย่างนี้ควบคู่กันไปอย่างไร เราคนไทยคงเคยได้ยินคำพูดที่ว่า “ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว”วันนี้ผู้เขียนขอสรุปบางช่วงของบทความ
Mind-body medicine ซึ่งถ้าพูดให้เข้าใจก็คือการใช้ใจ และกายเป็นยาซึ่งกัน และกัน ของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยแมรี่แลนด์ประเทศสหรัฐอเมริกา
ในหัวข้อ อะไรคือเทคนิคการรักษาโดยใช้วิธีใจกับกาย(What are mind-body techniques?) ดังนี้
ในบทความกล่าวเกี่ยวกับการรักษาโดยใช้วิธีใจกับกายว่า กุญแจสำคัญ คือการฝึกใจให้อยู่กับกายโดยไม่ให้สัดส่ายไปไหน ซึ่งการจดจ่ออย่างตั้งใจนี้บางคนอาจสามารถพัฒนาสุขภาพให้ดีขึ้นได้ บางคนอาจใช้เทคนิคช่วย อย่างเช่น ใช้กระบวนการ ไบโอฟีดแบค(Biofeedback)คือการใช้เครื่องตรวจวัดการทำงานของอวัยวะภายในร่างกาย เมื่อทราบแล้วต้องควบคุมร่างกายให้อวัยวะภายในทำงานอยู่ในอัตราที่ปกติซึ่งโดยมากแล้ววิธีนี้จะใช้กับอาการปวดศีรษะ, อาการปวดไมเกรน, และอาการปวดเรื้อรัง
และอีก วิธีหนึ่งคือ การรักษาโดยฝึกจิตใต้สำนึก(Cognitive behavioral therapy) ให้บุคคลนั้นจำให้ได้และต้องเปลี่ยนความคิดที่เป็นอันตรายซึ่งบางคนที่มีความกดดันต้องสามารถเรียนรู้ที่จะเผชิญหน้ากับความคิดที่ไม่ดีด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่ดีได้
ในบทความได้กล่าวว่า มีการศึกษาแสดงผลว่า เมื่อร่างกายหรือจิตใจตรึงเครียด ร่างกายของเราจะหลั่งฮอร์โมนความเครียด ซึ่งจะไปมีผลกระทบต่อระบบต่าง ๆ และ อวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกาย ยกตัวอย่างเช่น ความเครียด จะเกี่ยวข้องกับ อารมณ์ที่ฉุนเฉียวและเป็นกังวล ซึ่งจะไปทำให้การทำงานของหัวใจ และระบบภูมิคุ้มกัน ผิดปรกติได้ซึ่งคล้ายคลึงกับ โรคซึมเศร้า และความกังวลใจ อาจจะลดระดับความสามารถในกระบวนการรักษาร่างกายตัวเองโดยธรรมชาติได้
บางคลินิกได้แสดงผลการศึกษาว่า การนั่งสมาธิมีผลต่ออารมณ์ และอาการของโรคที่มีเอาการต่าง ๆ กัน(ความดันเลือดสูง โรคลำไส้แปรปรวนหรือ โรคมะเร็ง) ซึ่งสมาธิสามารถพัฒนาคุณภาพของชีวิตให้ดีขึ้นได้ และจุดมุ่งหมายของเทคนิคการรักษาโดยใช้วิธีใจกับกาย คือ การทำให้ ร่างกาย และจิตใจได้ผ่อนคลาย กลไกของร่างกายจะลดระดับฮอร์โมนความเครียดลง ดังนั้นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายจะมีประสิทธิภาพต่อสู้กับอาการป่วยได้ดีขึ้น
ซึ่งจากการศึกษาในบทความนี้ทำให้รู้ว่า ใจ กับ กายนั้นเกี่ยวข้องกัน ดังนั้น เราจึงควรรักษาร่างกายให้แข็งแรงและรักษาใจให้ผ่องใสเสมอ ชีวิตเราก็จะอยู่อย่างมีความสุขทั้งกายและใจ
ขอขอบคุณงานศึกษาด้านใจกับกายจากในหัวข้อMind-body medicine


