ระวัง!!มหันตภัยร้ายของเชื้อโรคงูสวัด
โรคงูสวัดนี้ สามารถหายเองได้ แต่ถ้ารักษาถูกต้อง เช่น การทานยาต้านเชื้อไวรัส ในรายที่มีข้อบ่งชี้ และการให้การดูผิวที่ถูกวิธี ก็จะทำให้อาการปวดทรมานหรือปวดแสบปวดร้อนตามแนวเส้นประสาทลดลง และตุ่มไม่ลุกลามมากขึ้น ซึ่งช่วยให้ไม่เกิดรอยแผลเป็นบนผิวหนังได้ http://winne.ws/n6200
โรคงูสวัดเป็นโรคติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่ชื่อ Vaiicella yoster ซึ่งเป็นตัวเดียวกันกับที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส คนที่จะเป็นงูสวัดได้ต้องเคยเป็นอีสุกอีใสนำมาก่อน แล้วเชื้อไวรัสตัวนี้ก็แอบแฝงตัวอยู่ในปมรากประสาท รอเวลาที่ร่างกายอ่อนแอลง ภูมิคุ้มกันลดต่ำลง เช่น ภาวะเจ็บป่วยเรื้อรัง, หลังผ่าตัด หรือได้รับยาที่กดภูมิต้านทานบางชนิด เชื้อไวรัสก็จะแบ่งตัวเพิ่มจำนวนขึ้นจากปมเส้นประสาทแพร่กระจายมาสู่ผิวหนัง จนทำให้เกิดอาการของโรคขึ้น
ลักษณะและอาการของโรค แบ่งตามระบบต่างๆ ได้แก่
1.ทางผิวหนัง บริเวณที่พบบ่อย เช่น ใบหน้า, คอ, แขน, อก, ลำตัว และขา แต่จะเป็นเพียงครึ่งซีกของร่างกาย โดยขึ้นตามแนวของเส้นประสาทในระยะ 1 สัปดาห์แรก จะมีตุ่มน้ำพองใสขนาดเล็กตั้งแต่ 0.1 ซ.ม. จนโตได้ถึง 1 ซ.ม. (ขนาดเท่าเมล็ดฝักข้าวโพด) ขึ้นเป็นกลุ่มประมาณ 3 ถึง 10 ตุ่ม อาจต่อกันเป็นทางยาวตามแนวเส้นประสาท โดยผิวหนังด้านล่างจะแดงและอักเสบ ตุ่มน้ำนี้จะค่อยๆ เพิ่มจำนวนขึ้น จนขึ้นเต็มที่หมดประมาณ 7 วัน อาจพบมีเลือดออกในตุ่มได้ทำให้เห็นตุ่มเป็นสีแดงคล้ำ บางตุ่มอาจแตกออกและติดเชื้อกลายเป็นหนองได้ซึ่งระยะนี้ต้องระวังให้มาก อย่าแกะเกาแผล ต่อมาสัปดาห์ที่ 2-3 ตุ่มน้ำจะค่อยๆ แห้งลง และตกสะเก็ดเป็นสีน้ำตาลแล้วหลุดไป ถ้าตุ่มมีขนาดใหญ่หรือมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน อาจจะเกิดแผลเป็นได้
2.ทางระบบประสาท จะมีอาการปวดแปล๊บๆ คล้ายเข็มแทงตามแนวที่เป็นตุ่มน้ำ อาการปวดอาจนำมาก่อน หรือเกิดหลังตุ่มน้ำขึ้นไม่กี่วัน ซึ่งทำให้วินิจฉัยแยกจากโรคอื่นได้ยาก เช่น ถ้ามีอาการปวดบริเวณหน้าอกด้านซ้าย อาจเข้าใจผิดว่าเกิดจาก กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดได้ อาการปวดที่เกิดขึ้นนี้เรียกว่า Post herpetic neuralgia ซึ่งจะปวดอยู่นานเป็นเดือน บางรายอาจนานถึง 6 เดือน
3.ทางระบบอื่น ที่พบได้ เช่น ที่ตา, ที่หู, หรือเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 ซึ่งทำให้เกิดหน้าเบี้ยว ปากเบี้ยว ที่เรียกว่า Facial palsy ได้
การรักษา
1.การใช้ยาต้านเชื้อไวรัส (Antiviral diug) ซึ่งมีทั้งชนิดรับประทานและชนิดฉีด (ส่วนยาใสรูปของยาครีมที่ใช้ทานั้น ไม่มีประโยชน์สำหรับโรคนี้)
1.1.ผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป
1.2.เป็นเบาหวาน
1.3.มีภาวะที่ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายต่ำ เช่น เจ็บป่วยเรื้อรัง, เป็นมะเร็ง, หลังการผ่าตัด, หลังได้รับอุบัติเหตุ การได้รับพวกสเตียรอยด์ หรือ ยาเคมีบำบัด และในผู้ที่ติดเชื้อ ไวรัส HIV
1.4.เกิดรอยโรคของงูสวัดในบางอวัยวะ เช่น ที่ตา ที่หน้า แล้วลุกลามไปถึงปลายจมูก ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ว่าเชื้ออาจลุกลามเข้าไปในสมองได้
ยาต้านเชื้อไวรัสที่ใช้บ่อย ได้แก่
– Acyclovir ขนาด 800 มิลลิกรัม ให้รับประทานทุก 4 ชั่วโมง วันละ 5 ครั้ง (ยกเว้นเวลานอนหลับ) โดยให้ติดต่อกันนาน 7 วัน
– Valaciclorie และ Famciclovir เป็นยาที่รับประทานง่ายกว่า เพราะให้แค่วันละ 3 ครั้ง นาน 7 วัน แต่ราคายาค่อนข้างแพงกว่าเล็กน้อย
2.การใช้ยาปฏิชีวนะ ในช่วงสัปดาห์ที่ 2 ของการเกิดรอยโรคที่ผิวหนัง ตุ่มน้ำจะเริ่มแตกได้ง่าย ทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนได้
3.การให้ยาบรรเทาอาการปวด (Antianalgesie) ในผู้ป่วยที่มีอาการปวดตามแนวเส้นประสาท เช่น ยาพาราเซตามอล, ยากล่อมประสาท (Trausguilizei) พวก Amituptyline หรือ Caibanayepine ถ้ายังปวดมาก อาจใช้ยาฉีดระงับอาการปวดร่วมด้วย
4.การทำความสะอาดผิวหนัง บริเวณที่เป็นรอยโรค โดยการอาบน้ำฟอกสบู่ทุกวันไม่ควรใช้การรักษาทางไสยศาสตร์ เช่น การพ่นน้ำหมาก หรือการเป่าน้ำมนต์ เพราะน้ำลาย หรือยาต่างๆ ที่ไม่ สะอาด อาจทำให้แผลเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนขึ้นได้
โรคงูสวัดนี้ ถ้าไม่ได้รับการรักษาหรือไม่ได้พบแพทย์ก็สามารถหายเองได้ แต่ถ้าได้รับการรักษาที่ถูกต้อง เช่น การรับประทานยาต้านเชื้อไวรัส ในรายที่มีข้อบ่งชี้ และการให้การดูผิวที่ถูกวิธี ก็จะทำให้อาการปวดทรมานหรือปวดแสบปวดร้อนตามแนวเส้นประสาทลดลง และตุ่มไม่ลุกลามมากขึ้น ซึ่งช่วยให้ไม่เกิดรอยแผลเป็นที่ไม่สวยงามหลงเหลือบนผิวหนังได้
