The Science of Meditation : ใครๆ ก็นั่งสมาธิ !

บรรดาผู้นำนักธุรกิจ นักกฎหมาย นักเขียน เจ้าหน้าที่ พนักงานบริษัท ดารา นักร้องนักแสดง ผู้คนในหลากหลายอาชีพ ต่างหันมานั่งสมาธิเป็นประจำ พวกเขาให้คำตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “ก็เพราะว่ามันดีนะสิ” http://winne.ws/n24384

1.3 พัน ผู้เข้าชม

นิตยสารTime ของอเมริกา ฉบับเดือนสิงหาคม ปี 2003,  ได้ขึ้นปกด้วย Topic ที่สร้างความตื่นเต้นสนใจให้กับคนทั่วโลกด้วยหัวข้อ “ The Science of Meditation”   ซึ่งแน่นอนว่า “เรื่องบนปก” ของนิตยสารคุณภาพเบอร์หนึ่งของโลกนั่นแปลว่า เรื่องนี้คือเรื่องสำคัญมากๆอย่างแน่นอน

Topic จากปก Time,  แสดงให้เห็นได้ชัดเจนว่า สมาธิ คือศาสตร์ที่เป็นสากล ที่ก้าวพ้นความเชื่อทางศาสนา เป็นศาสตร์ที่มีคุณค่าต่อชีวิตมนุษย์อย่างมีนัยยะสำคัญ 

แน่นอนคำถามที่น่าสนใจคือ  Time(หรือชาวตะวันตก) เห็นอะไรในสมาธิ ? 

The Science of  Meditation : ใครๆ ก็นั่งสมาธิ !

Time , รายงานว่า

ชาวอเมริกันกว่า  10 ล้านคน  นั่งสมาธิเป็นประจำและมีมากขึ้นเรื่อยๆ  นั่นคือเมื่อปี 2003ถ้านับถึงปีนี้  2018 เชื่อว่าตัวเลขผู้ฝึกสมาธิเป็นประจำต้องเพิ่มขึ้นไม่น้อย

บรรดาผู้นำนักธุรกิจ  นักกฎหมาย นักเขียน  เจ้าหน้าที่ พนักงานบริษัท ดารา นักร้องนักแสดง  ผู้คนในหลากหลายอาชีพ  ซึ่งพวกเขาล้วนต้องเผชิญกับความเคร่งเครียดกดดันจากภารกิจ ต่างหันมาศึกษาศาสตร์แห่งสมาธิ และ นั่งสมาธิเป็นประจำ  พวกเขาให้คำตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “ก็เพราะว่ามันดีนะสิ”  พวกเขาพบว่า

-สมาธิดีต่อสุขภาพ ช่วยให้พวกเขารู้สึกสดชื่น ตื่นตัว อาการซึมเซา เบื่อกลุ้ม หงุดหงิด รำคาญลดลง

-สมาธิ ช่วยให้สามารถคิด วิเคราะห์และแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

-เหล่าดาราทั้งหลาย ที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันรอบตัวพบว่าสมาธิ ช่วยให้พวกเขามีบุคลิกภาพที่ดี มีความมั่นใจ มั่นคงซึ่งมันเป็นพลังที่ออกมาจากภายใน จากใจ ที่ตั้งมั่นเป็นสมาธิ (พวกเขาไม่ต้องพึ่งสารเสพติด,ซึ่งเรามักได้ยินเรื่องราวของคนในวงการบันเทิงกับสารเสพติดอยู่เสมอ )

-พวกเขาสามารถเห็นและเข้าใจข้อพกพร่องของตัวเองและสามารถแก้ไขนิสัยไม่ดีหรือข้อพกพร่องนั้นๆ ของพวกเขาได้ด้วย 

-สมาธิ ช่วยปรับสมดุลระหว่างร่างกาย กับ จิตใจให้เป็นไปด้วยดี  มันเป็นจริงตามคำกล่าวที่ว่าเมื่อจิตใจดี สุขภาพก็ดีไปด้วย

สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ บรรดาแพทย์ทั้งหลาย  เช่น แพทย์จากมหาวิทยาลัยHarvard   แนะนำคนไข้ให้นั่งสมาธิเป็นประจำ  เพราะจากผลการศึกษาสมาธิได้พิสูจน์แล้วว่าผลลัพธ์ของสมาธิส่งผลดีต่อกระบวนการรักษาโรคต่างๆ ได้อย่างดี

การที่แพทย์ให้ความสนใจสมาธิ ไม่ใช่เพราะเป็นความนิยมของผู้คนส่วนใหญ่เท่านั้น  แต่สิ่งสำคัญ คือ  การศึกษาด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การวิจัยการทดลอง ต่างๆ ซึ่งมีอยู่มากมายล้วนพิสูจน์ให้เห็นถึงผลดีของสมาธิต่อสุขภาพกายและใจ  ซึ่งนี้คือ สิ่งที่ทำให้บรรดาแพทย์ทั้งหลายให้ความสนใจสมาธิมากขึ้น 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลการวิจัยใหม่ๆที่พบว่า สมาธิ สามารถช่วยฝึกพัฒนาจิตใจ พัฒนาการทำงานของสมองปรับปรุงรูปแบบการทำงานของสมองให้ดีขึ้นได้  สร้างศักยภาพทางสติปัญญาได้อย่างมีประสิทธิภาพ  มีพลังมากขึ้น  ไม่ใช่เพียงแค่ช่วยผ่อนคลายช่วยให้คิดอะไรได้ดี  มี Focus มีสมดุลจิตใจที่ดี ไม่ฟุ้งซ่าน เท่านั้น 

The Science of  Meditation : ใครๆ ก็นั่งสมาธิ !

จากผลการศึกษาอย่างมีระบบของกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ช่วยให้เห็นผลดีของสมาธิมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ยิ่งทำให้ผู้คนจำนวนมากสนใจ และหันมาฝึกนั่งสมาธิมากขึ้นเรื่อยๆ  สมาธิ  กลายเป็นกระแสหลักของคนอเมริกัน  เป็นความนิยมของคนส่วนใหญ่ในสังคม

และใกล้เคียงกับคำว่า สมาธิ  สิ่งที่ผู้คนหันมาสนใจตามมาด้วยในขณะเดียวกันคือ“พระพุทธศาสนา” ที่มีชาวตะวันตกให้ความสนใจ และศึกษาหลักการแนวทางของพระพุทธศาสนามากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย  จนกระทั้งครั้งหนึ่ง Time  ถึงกับขึ้นปกนิตยสารว่า ชาวอเมริกันสนใจพระพุทธศาสนามากขึ้น !

ภาพลักษณ์ของสมาธิ ณ วันนี้จึงไม่ใช่เรื่องของนักบวชที่หันหลังให้กับโลกเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น หรือไม่ใช่เรื่องของคนไม่เอาโลกหรือเบื่อชีวิต  แต่ภาพลักษณ์ของสมาธิ คือ ศาสตร์สากล ที่ทุกคนศึกษาฝึกฝนเพื่อพัฒนาชีวิตจิตใจของตนเอง  “สมาธิ” จึงเป็น Image ของคนที่ฉลาด  คนที่รู้จักดูแลตัวเอง  เป็นคนรักความก้าวหน้า รักการพัฒนาชีวิตให้ดีขึ้นเป็นคนใฝ่ดีและประสบความสำเร็จ มีความสุข และน่าเชื่อถือ 

ยกตัวอย่างเช่นนักการเมืองระดับผู้นำ อย่าง HillaryClinton  ก็เปิดตัวว่านั่งสมาธิ  โดยการเปิดเผยกิจวัตรการปฏิบัติดังกล่าวไม่มีผลต่อความรู้สึกนึกคิดของผู้คนในเชิงศาสนาเลย  แต่ตรงกันข้าม การเปิดเผยให้สาธารณชนรู้ว่าตนเองนั่งสมาธิ  กลับเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ของความเป็นผู้นำที่สมาร์ททันสมัย และน่านับถือ มากขึ้น 

The Science of  Meditation : ใครๆ ก็นั่งสมาธิ !

สมาธิเป็นศาสตร์เก่าแก่ของตะวันออก ที่มีคุณูปการต่อผู้ฝึกปฏิบัติอย่างมหาศาล และผู้ที่ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความอานุภาพของสมาธิได้อย่างสมบูรณ์ที่สุดคือ เจ้าชายสิทธัตถะ  ที่ทรงเจริญสมาธิภาวนาตั้งมั่นกระทั่งได้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ ... และคนรุ่นหลังได้รับปฏิบัติต่อกันมาเป็นเวลาช้านาน  ถึงวันนี้ที่วิทยาศาสตร์ทางตะวันตกเข้ามาพิสูจน์ และได้พบผลลัพธ์ที่น่าทึ่งมากมายหลายประการ นับเป็นบรรจบพบกันและเป็นการผสมผสานกันของศาสตร์ตะวันออกและตะวันตกที่ก่อให้เกิดคุณประโยชน์ต่อมนุษยชาติอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น  นี้คือ เรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง  

ปัจจุบันนี้  ชาวตะวันตกให้ความสนใจ หันมาศึกษาพระพุทธศาสนามากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งการฝึกสมาธิเป็นประจำอย่างจริงจัง และกว้างขวางมากขึ้นเรื่อยๆ  ปรากฎการณ์ดังกล่าวน่าจะชวนให้ชาวตะวันออก  ซึ่งเป็นประเทศที่มีพระพุทธศาสนาคู่บ้านคู่เมืองมานานต้องถามตัวเองแล้วว่าได้ทำความรู้จักและศึกษาพระพุทธศาสนา ได้นำหลักการของพระพุทธศาสนามาใช้บ้างหรือยังโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ได้ฝึกสมาธิเป็นประจำ จนได้รับผลลัพธ์ที่ดีอย่างที่ชาวตะวันตกได้รับ แล้วหรือยัง ? 


เรียบเรียงโดย : โฆษิกา

แชร์