ชวนแรงงานปฏิรูปวิถีชีวิต เลิกสูบเลิกจน

สสส. ศจย. ชวนแรงงาน “เลิกสูบ เลิกจน” ผ่านกลไกสมาพันธ์จังหวัดภายใต้สมาพันธ์เครือข่ายแห่งชาติ เพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ ชี้บุหรี่บั่นทอนสุขภาพ สร้างภาระรายจ่าย หลังสำรวจพบวิกฤตโควิด-19 http://winne.ws/n27494

212 ผู้เข้าชม
ชวนแรงงานปฏิรูปวิถีชีวิต เลิกสูบเลิกจน

          สสส. ศจย. ชวนแรงงาน “เลิกสูบ เลิกจน” ผ่านกลไกสมาพันธ์จังหวัดภายใต้สมาพันธ์เครือข่ายแห่งชาติ เพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ ชี้บุหรี่บั่นทอนสุขภาพ สร้างภาระรายจ่าย หลังสำรวจพบวิกฤตโควิด-19 ทำแรงงานสูญเสียรายได้และเกิดภาวะเครียด จึงทำให้สูบบุหรี่ลดลง แรงงานเกือบร้อยละ 65 วางแผนเลิกสูบ

ชวนแรงงานปฏิรูปวิถีชีวิต เลิกสูบเลิกจน

            วันที่ 12 ตุลาคม ที่โรงแรมเอเชีย ศ.นพ.รณชัย คงสกนธ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวในการแถลงข่าว “ปฏิรูปวิถีแรงงาน เลิกสูบ เลิกจน” จัดโดยศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ว่า ศจย. ให้ความสำคัญกับกลุ่มผู้ใช้แรงงาน เพราะมีบทบาทหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และบุหรี่เป็นปัจจัยหนึ่งของต้นตอปัญหาทางเศรษฐกิจในกลุ่มผู้ใช้แรงงาน

         ศจย. สนับสนุนให้สวนดุสิตสำรวจพฤติกรรมการบริโภคยาสูบของกลุ่มผู้ใช้แรงงาน ทั้งในและนอกระบบ และจะนำผลสำรวจนี้มาพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานควบคุมยาสูบ ในกลุ่มผู้ใช้แรงงานของประเทศให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยจะร่วมกับสมาพันธ์เครือข่ายแห่งชาติเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ เชิญชวนชาวแรงงานปฏิรูปวิถีชีวิต “เลิกสูบ เลิกจน” โดยขับเคลื่อนผ่านกลไกของสมาพันธ์จังหวัด ในการส่งต่อคนอยากเลิกบุหรี่ไปยังสายเลิกบุหรี่ 1600 เพื่อสนับสนุนให้ผู้สูบบุหรี่สามารถเลิกบุหรี่ได้สำเร็จ

ชวนแรงงานปฏิรูปวิถีชีวิต เลิกสูบเลิกจน

        ดร.ณัฐพล แย้มฉิม ประธานสวนดุสิตโพล ว่า สวนดุสิตโพลสำรวจพฤติกรรมการบริโภคยาสูบของกลุ่มผู้ใช้แรงงาน ทั้งในและนอกระบบ จำนวน 1,098 คน ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เปรียบเทียบการสูบบุหรี่ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ระหว่างเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม 2563 กับช่วงหลังสถานการณ์โควิด-19 ทุเลาลงตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม 2563 พบว่า ในช่วงสถาการณ์โควิด-19 กลุ่มผู้ใช้แรงงานสูบบุหรี่น้อย (1-5 มวนต่อวัน) เป็นร้อยละ 17.76 มีการสูบบุหรี่น้อยลงหลังสถานการณ์โควิด-19 ทุเลา โดยมีสาเหตุจากรายได้ลดลง รองลงมาคือ ต้องการดูแลสุขภาพ และกังวลว่าการสูบบุหรี่จะทำให้ติดเชื้อโควิด-19 ได้ง่ายขึ้น และร้อยละ 64.10 ของกลุ่มดังกล่าวมีการวางแผนที่จะเลิกสูบบุหรี่

          “ในขณะที่กลุ่มที่สูบบุหรี่มาก (11-15 มวนต่อวัน) ร้อยละ 5.01 มีการสูบบุหรี่มากขึ้นหลังสถานการณ์โควิด-19 ทุเลา เนื่องจากมีความเครียดในการทำงานและความเครียดจากสถานการณ์โควิด-19 และร้อยละ 29.09 มีการวางแผนที่จะเลิกสูบบุหรี่ โดยจะใช้วิธีการลดปริมาณการสูบ หักดิบ และการใช้ยา ตามลำดับ ในส่วนของผู้ใช้แรงงานที่ไม่เคยสูบบุหรี่ ส่วนใหญ่มีบุคคลใกล้ชิดสูบบุหรี่ และมีความกังวลเรื่องผลกระทบด้านสุขภาพจากคนใกล้ชิดที่สูบบุหรี่” ดร.ณัฐพล กล่าวว่า

         รศ.ดร.แล ดิลกวิทยรัตน์ กรรมการบริหารแผนคณะ 1 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ และกรรมการกำกับทิศทางของ ศจย. กล่าวว่า ปัญหาการความยากจนกับการสูบบุหรี่เป็นเรื่องที่ควบคู่กันไป ตั้งแต่ในระดับโลกถึงระดับครัวเรือนหรือแม้แต่ตัวบุคคล ในระดับโลกพบว่า ผู้สูบบุหรี่ร้อยละ 84 อยู่ในประเทศยากจนที่เรียกว่าประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะกับประชากรวัยทำงาน ซึ่งเป็นกำลังหลักในการพัฒนาประเทศ ดังนั้นการแก้ปัญหาการติดบุหรี่ในประชากรวัยทำงาน จึงเป็นการปลดล็อกให้กับการพัฒนาประเทศโดยตรง

          สาเหตุที่สำคัญของการติดบุหรี่ในประชากรวัยแรงงาน มีทั้งปัญหาในเชิงโครงสร้างของระบบการทำงานและปัญหาส่วนตัว ในเชิงโครงสร้างสภาพการจ้างและสภาพการทำงานที่มีชั่วโมงยาวนาน ระหว่าง 8-12 ชั่วโมงต่อวัน สร้างความเครียดให้กับคนงานได้มาก จนอาจต้องหาทางผ่อนคลายด้วยการสูบบุหรี่ ส่วนปัญหาส่วนตัวนั้นอาจมาจากการเลียนแบบบริโภคตามเพื่อนร่วมงาน โดยไม่ได้รับรู้ผลร้ายอย่างแท้จริงของการสูบบุหรี่

         ทั้งหมดนี้ทำให้การแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพ จะต้องทำทั้งการปรับเปลี่ยนสภาพการจ้างการทำงานให้มีความผ่อนคลายมากขึ้น และการให้ความรู้ในเรื่องผลร้ายของการสูบบุหรี่ ทั้งต่อส่วนตัวและส่วนรวมอย่างจริงจัง ซึ่ง สสส. โดย ศจย. และภาคีเครือข่ายควบคุมยาสูบ ดำเนินการอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนปลอดภัยจากควันบุหรี่


ชวนแรงงานปฏิรูปวิถีชีวิต เลิกสูบเลิกจน

            นายอนุชิต ธูปเหลือง อดีตรองประธานสหพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจแห่งประเทศไทย กล่าวว่า บุหรี่ยิ่งสูบยิ่งจน ยิ่งเครียด เป็นวงจรอุบาทว์ เพราะบุหรี่หรือยาสูบมีสารนิโคตินที่ก่อให้เกิดการเสพติด เป็นเรื่องที่ดีที่จากผลการสำรวจพบว่า เหตุผลที่สูบน้อยลงมาจากเรื่องรายได้ เพราะบุหรี่ทำให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นต่อตัวเองและครอบครัว รวมถึงปัญหาค่าใช้จ่ายที่จะเกิดแก่สุขภาพของตนเองในอนาคตด้วย

        โดยบุหรี่เพิ่มความจนและภาระทางการคลังให้แก่ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นค่ารักษาพยาบาล การสูญเสียแรงงานการผลิตอันเนื่องมาจากความเจ็บป่วยและตายก่อนวัยอันควร รวมถึงการทำลายสิ่งแวดล้อม จึงขอเชิญชวนแรงงานทั้งในและนอกระบบรวมถึงแรงงานรัฐวิสาหกิจ “เลิกบุหรี่ เลิกจน”

ที่มา https://www.thaihealth.or.th/

แชร์