ทึ่ง! ชายยากจนประเทศรวันดา เป็นเศรษฐีจากการทำนาได้อย่างไร?

โครงการฝึกอบรมความรู้ใหม่ๆให้ชาวนาจากรัฐบาล ตลอดจนความมุ่งมั่นไฝ่รู้ไฝ่เรียน นำวิธีใหม่ๆและเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการปลูกข้าว ทำให้ชายชาวรวันดาที่เคยยากจน กลายเป็นเศรษฐีของหมู่บ้านได้ http://winne.ws/n9624

2.9 พัน ผู้เข้าชม
share

 สุภาษิตโบราณกล่าวไว้ว่า “การเตรียมพร้อมที่ดีที่สุดสำหรับวันพรุ่งนี้คือ การทำวันนี้ให้ดีที่สุด”  ปีเตอร์ มูยองโก ชาวเมืองนียากาแตร์ในประเทศรวันดา ทวีปแอฟริกาใต้ ปฏิบัติตามสุภาษิตนี้อย่างจริงจัง

 เมื่อ7ปีที่แล้ว มูยองโก เลิกเลี้ยงวัว แล้วมาทำนาเป็นการตัดสินใจที่สร้างความฉงนใจให้ชาวนียากาแตร์จำนวนมาก  หลังจากเลี้ยงโคพื้นเมืองมาเกือบครึ่งชีวิตโดยไม่ได้อะไรเลยมูยองโกวัย45ปี จึงตัดสินใจว่าถึงเวลาที่ต้องเสี่ยงไปทำนา ตอนนี้เขากลายเป็นเศรษฐีในหมู่บ้านของเขา

 

เขาเริ่มอย่างไร

เหมือนกับชาวนาคนอื่นๆในชุมชนของเขา มูยองโกไม่ได้เรียนสูงพ่อแม่ของเขายากจนและหาเช้ากินค่ำตอนยังเด็กเขาถูกบังคับให้ออกจากโรงเรียนเพื่อมาเลี้ยงวัวให้พ่อกับแม่

มูยองโกบอกว่า ถึงแม้จะขาดการศึกษาแต่เขาก็มีแรงผลักดันในตนเองในการแสวงหาชีวิตที่ดีกว่าเดิม เขาเล่าว่าเขาลองทำอะไรหลายอย่างในชุมชนแต่ไม่ประสบความสำเร็จ

 “ตอนนั้นผมเลยตัดสินใจเสี่ยงไปปลูกข้าวขายเพราะผมเห็นว่ามันช่วยพัฒนาชีวิตของหลายคนในเมืองนียากาแตร์”

ตอนแรก เขาพยายามเป็นพ่อค้าโดยเปิดร้านเล็กๆในหมู่บ้านแต่ไม่ประสบความสำเร็จ

 

เมื่อสถานการณ์ไม่ได้ดีขึ้น เขาเลยไม่สนใจกลุ่มคนที่คอยพูดให้หมดกำลังใจและเริ่มไปทำนา ตอนเริ่มการเป็นผู้ประกอบการ เขาขายสัตว์ที่เขาเลี้ยงไปซึ่งเป็นการตัดสินใจที่เสี่ยง โดยมีเพื่อนๆและสมาชิกในครอบครัวไม่เห็นด้วย

  “ ผมใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่จากการพัฒนาที่ลุ่มมาวุมบาทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อให้มั่นใจว่า ความพยายามของผมไม่สูญเปล่าและผมก็กลายเป็นตัวตลกในหมู่บ้าน”

 

การเลี้ยงสัตว์เป็นอาชีพหลักสำคัญของชาวนียากาแตร์แต่เนื่องจากเกิดภัยแล้งเป็นเวลานานในพื้นที่นั้น การเลี้ยงสัตว์จึงได้ผลน้อยดังนั้นจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนกิจกรรมทางการเกษตร ซึ่งการปลูกข้าวเป็นกิจกรรมที่เด่น

มูยองโกกล่าวว่า เขายอมปลูกข้าวขาย เพราะมีความต้องการและการบริโภคข้าวในประเทศเพิ่มสูงขึ้น  ข้าวยังเป็นพืชที่เป็นอาหารชนิดเดียวที่ประชากรมากกว่าครึ่งโลกบริโภค  ซึ่งทำให้ข้าวเป็นพืชที่มีศักยภาพในการทำการค้าในข้อตกลงทางธุรกิจ

 เขาเล่าว่า เขาเริ่มทำนาบนที่ดินเพียง2เฮคเตอร์ (ประมาณ12ไร่ครึ่ง)เมื่อ6ปีที่แล้ว เขาปลูกพืชอย่างอื่นด้วยเช่นถั่วแขก และถั่วลิสงในพื้นที่เดียวกัน

 ในปีพศ.2554 มูยองโกเข้าร่วมกลุ่มกับชาวนาคนอื่นๆในนียากาแตร์เพื่อฝึกอบรมการทำนาข้าวภายในโครงการส่งเสริมพื้นที่ชนบท เขาอธิบายว่า “ เป้าหมายหลักของโครงการนี้คือปลดล็อคความเจริญของชนบท ด้วยการเพิ่มรายได้ในครัวเรือนและลดความยากจนโดยเปลี่ยนที่ลุ่มให้ใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”จากพื้นที่เพียง12ไร่ครึ่งแต่ชาวนียากาแตร์คนนี้ก็สามารถเก็บเกี่ยวข้าวได้มากกว่า15ตันทุกฤดูเก็บเกี่ยวเป็นความสำเร็จที่ได้มาจากเทคนิคการทำนาสมัยใหม่ที่เขาได้รับจากการอบรมในโครงการส่งเสริมพื้นที่ชนบท 

ความท้าทาย

 มูยองโกกล่าวว่า การทำนาไม่เหมาะสำหรับคนใจไม่กล้าและการทำนาต้องการความขยัน  สัจจะและความมุ่งมั่น เกษตรกรจำนวนน้อยที่อยากใช้เวลาในที่ลุ่มปลูกธัญพืช  และชาวรวันดาหลายคนยังคงคิดว่า การทำเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การทำนานั้นเป็นสิ่งไม่สำคัญและเป็นงานของคนไม่รู้หนังสือ

 ภัยแล้งที่เกิดขึ้นยาวนาน สัตว์ และโรคเป็นความท้าทายสำคัญอื่นๆที่ชาวนาต้องจัดการให้ได้ “มันยากขึ้นหากถึงฤดูแล้งโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ไม่สามารถเช่าหรือซื้อเครื่องมือเพื่อการชลประทาน”  เขากล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลควรก้าวเข้ามาช่วยชาวนาในเรื่องระบบชลประทานให้มากขึ้น


การนำเข้าที่มากเกินไป

 มูยองโกเชื่อว่า รวันดาปล่อยให้นำเข้าข้าวจากประเทศอื่นมากเกินไป  การนำเข้าและกระบวนการที่ไม่ถูกกฎหมายทำให้ชาวนาในประเทศลำบากที่จะได้ประโยชน์จากการทำงาน   เรายังคงพึ่งข้าวที่นำเข้าจากต่างประเทศแทนการสร้างความสามารถให้ชาวนาในประเทศเพิ่มผลผลิตให้ได้

  “ อย่างไรก็ตามเราก็ขอขอบคุณกระทรวงเกษตร ที่สนับสนุนการทำนาข้าวอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะอย่างยิ่งความพยายามในการสร้างความคล่องตัวในการทำธุรกิจ”

มูยองโกกล่าวว่ารัฐบาลควรทำตามแผนที่วางไว้ในการยกเลิกการนำเข้าข้าวภายในปี พศ.2561 การทำเช่นนี้จะสร้างความมั่นใจให้ชาวนาในการเพิ่มผลผลิตให้มากขึ้น

การรับมือกับพ่อค้าคนกลางและการเข้าถึงตลาด

 จากข้อมูลของมูยงโก ปัญหาเรื่องการขนส่ง ข้อมูลเกี่ยวกับตลาด และการเข้าถึงตลาด ยังคงเป็นตัวถ่วงชาวนา ผลที่เกิดขึ้นคือชาวนาจำนวนมากต้องพึ่งพ่อค้าคนกลางในการขนส่งข้าวไปที่ตลาดซึ่งลดผลกำไรของชาวนา อย่างไรก็ตามเขาก็มั่นใจและมองโลกในแง่ดีว่าความคิดริเริ่มของรัฐบาลล่าสุดในการจัดตั้งคณะกรรมการดูแลเพื่อต่อสู้กับกระบวนการค้าข้าวที่ผิดกฎหมายจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้

ความสำเร็จ

ถึงแม้ว่าจะเจอปัญหาไม่น้อยมูยองโกก็ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างยอดเยี่ยม เขามีเงินให้ลูก10คนใช้จ่ายอย่างสบายๆ  สร้างบ้านมูลค่า 20 ล้านฟรังก์รวันดา(เกือบ9แสนบาทไทย)ด้วยรายได้จากการทำนา  เขายังซื้อที่ดินบริเวณนั้นเพิ่มขึ้นอีกกว่า62ไร่  เขามีแผนที่จะสร้างโรงสีข้าว เป็นส่วนหนึ่งของแผนที่จะส่งออกข้าวขาย

 

คำแนะนำสำหรับชาวนา

 เขาแนะนำว่าชาวนาควรนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการทำนาเพื่อเพิ่มผลผลิตและมีกำไรมากขึ้น  “คุณไม่สามารถงานโดยการใช้เทคนิคเดิมๆเป็นเวลา10ปีแล้วคาดหวังกับผลตอบแทนที่ดี  ดังนั้นชาวนาควรเป็นผู้มีนวัตกรรมและเลือกใช้สิ่งที่มีประโยชน์เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ดีจากความพยายามของตนเอง”

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: http://www.newtimes.co.rw/section/article/2016-04-26/199294/

 

แชร์