พุทธประวัติ "พระศรีอริยเมตไตรย์" พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ที่ 5 (พระองค์สุดท้าย) ในภัทรกัปนี้

เมื่อศาสนาของ พระโคตมพุทธเจ้า องค์ปัจจุบัน สิ้นสุดไปแล้ว โลกจะล่วงเข้าสู่ยุคแห่งความเสื่อมถอย อายุขัยของมนุษย์ลดลงจนเหลือ 10 ปี ก็เข้าสู่ ยุคมิคสัญญี ผู้สลดใจกับความชั่วก็หันมารวมกลุ่มกันทำความดี จากนั้นอายุขัยเพิ่มขึ้นถึง 1 อสงไขยปี http://winne.ws/n16438

1.5 หมื่น ผู้เข้าชม
พุทธประวัติ "พระศรีอริยเมตไตรย์" พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ที่ 5 (พระองค์สุดท้าย) ในภัทรกัปนี้แหล่งภาพจาก พลังจิต

      พระศรีอริยเมตไตรย หรือพระเมตไตรย (บาลี: Metteyya เมตฺเตยฺยสันสกฤต: मैत्रेय ไมเตฺรย) เป็นพระโพธิสัตว์ผู้จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า พระองค์ที่ 5 และองค์สุดท้ายแห่งภัทรกัปนี้ พุทธศาสนิกชนเชื่อว่า เมื่อศาสนาของ พระโคตมพุทธเจ้าสิ้นสุดไปแล้ว โลกจะล่วงเข้าสู่ยุคแห่งความเสื่อมถอย อายุขัยของมนุษย์ลดลงจนเหลือ 10 ปี ก็เข้าสู่ ยุคมิคสัญญี ผู้สลดใจกับความชั่วก็หันมารวมกลุ่มกันทำความดี จากนั้นอายุขัยเพิ่มขึ้นถึง 1 อสงไขยปี แล้วจึงลดลงอีกจนเหลือ 80,000 ปี ในยุคนี้จะมี พระโพธิสัตว์ ที่บำเพ็ญบารมี ครบ 80 อสงไขยแสนมหากัป ลงมาตรัสรู้เป็น พระเมตไตรยพุทธเจ้า

        พระศรีอริยเมตไตรยพุทธเจ้า มีพระฉัพพรรณรังสีจากพระวรกาย ทำให้สว่างไสวทั้งกลางวันและกลางคืน คนทั้งหลายอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข ระลึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ บริโภคข้าวสาลีที่เกิดจากพระพุทธานุภาพ พระประวัติของพระเมตไตรยที่มีบันทึกในเอกสารต่าง ๆ เช่น อนาคตวงศ์ สรุปได้ว่า พระโพธิสัตว์จะจุติจากสวรรค์ชั้นดุสิตมาถือปฏิสนธิในตระกูลพราหมณ์ ในครรภ์ของนางเมตไตรย ภรรยาของสุพรหมพราหมณ์ ปุโรหิตของพระเจ้าสังขจักร แห่งเกตุมดีนคร 

       เมื่อประสูติได้มีนิมิต 32 ประการแล้ว ก็บังเกิดปราสาท 3 หลังเพื่อเป็นที่ประทับ เมื่อพระชนมายุ 8,000 ปี ทอดพระเนตรเห็นนิมิตทั้ง 4 จึงทรงพอพระทัยในการบวช เสด็จขึ้นไปสู่ปราสาท ปราสาทก็ลอยขึ้นสู่อากาศ มาลงที่ใกล้โพธิมณฑล ท้าวมหาพรหมอัญเชิญอัฏฐบริขารมาถวาย พระโพธิสัตว์ทรงเอาพระขรรค์แก้วตัดพระเมาลี ทรงรับเครื่องอัฏฐบริขารที่ท้าวมหาพรหมนำมาถวาย ผนวชแล้วบำเพ็ญเพียร มีคนบวชตามเป็นอันมาก พระโพธิสัตว์ประทับนั่งเหนืออปราชิตบัลลังก์ในปฐมยาม ทรงบรรลุบุพเพนิวาสานุสติญาณในมัชฌิมยาม ทรงทำให้แจ้งทิพยจักษุญาณในปัจฉิมยาม ทรงพิจารณาปัจจยาการ 12 ประการ ในเวลารุ่งอรุณ ทรงบรรลุซึ่งพระสัพพัญญุตญาณ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ใต้ต้นกากะทิง

       พระศรีอริยเมตไตรยจะมาเป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งมาในอนาคต โลกนี้จะมีความสงบสุข และพระศาสนาจะมีความรุ่งเรืองกว่า พระศาสนาของพระพุทธเจ้าในองค์ปัจจุบันนี้ ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าจะมีพระอริยบุคคลมากกว่า และประชาชนจะมีความสุขอย่างยิ่ง คือจะไม่มีเรื่องร้อนใจเลย ทุกคนพอใจในความเป็นอยู่ ไม่มีการเบียดเบียน ตอนนอนไม่ต้องปิดประตูก็ได้ บ้านเลยไม่ต้องทำประตูก็ได้ เรื่องคนร้าย หรือขโมยก็ไม่ต้องกลัว แล้วก็คนจะเป็นคนดีเหมือนกันหมด ไม่มีคนพาล 

       จนกระทั่งลงจากบ้าน ก็ไม่มีใครจำได้ว่าใครเป็นใคร เพราะว่าดีเหมือนกันหมด สุภาพเหมือนกันหมด สวยใกล้เคียงกันหมด จนเมื่อกลับเข้าบ้าน จึงจะจำได้ว่า นี่คือภรรยาของเรา นี่คือสามีของเรา นี่คือลูกของเรา และต้องการอะไรก็ได้ เพราะมีต้นไม้พิเศษที่เรียกว่า ต้นกัลปพฤกษ์ อยู่ทุกทิศ อยากได้อะไรก็ไปขอที่ต้นไม้ จะสะดวกสบาย แม้แต่การคมนาคม การไปการมา จนว่าน้ำในแม่น้ำนั้น จะไหลลงข้างหนึ่ง จะไหลขึ้นข้างหนึ่ง เพื่อจะสะดวกต่อการใช้เรือ อยู่กันเป็นผาสุก ไม่มีอันธพาล ทุกอย่างได้อย่างใจ

อ่านเพิ่มเติมได้ที่: https://th.wikipedia.org/wiki/พระศรีอริยเมตไตรย

สิ่งที่โลกในยุคพระศรีอริยเมตไตรย์ มีไม่เหมือนในยุคนี้ 9 ประการ

ยุคพระศรีอริยเมตไตรยสัมมาสัมพุทธเจ้า จะมีสิ่งที่ไม่เหมือนยุคนี้ อยู่ 9 ประการ (พิจารณาตามเหตุผล ตามหลักกฎแห่งกรรม หรือกฎแห่งการกระทำ..ด้วยบารมีของพระพุทธองค์ ...จึงทำให้ เกิดสิ่งดี ต่าง ๆ บนโลกนี้ได้)

โลกในยุคนั้น...จะไม่มีคนใบ้บ้าปัญญาอ่อน เพราะพระองค์มีวาจาสุภาษิต ไม่เคยพูดปดหลอกลวงผู้อื่นเลย..

โลกในยุคนั้น...จะไม่มีคนตาบอด เพราะพระองค์ทรงมองสมณะผู้มีศีลด้วยความเคารพรักบูชา และมองยาจก คนจนด้วยสายตาที่เปี่ยมด้วยความรักความเมตตา 

โลกในยุคนั้น..จะไม่มีคนง่อยเปรี้ยเสียขา เพราะในอดีตกาลที่ผ่านมา พระองค์ทรงหาเลี้ยงชีพด้วยความสุจริต ซื่อตรงไม่เคยคดโกงผู้ใด

โลกในยุคนั้น..จะไม่มีคนเจ็บไข้ได้ป่วย เพราะในอดีตกาล พระองค์ทรงถวายคิลานเภสัช ยารักษาโรค แด่บรรพชิตและคฤหัสถ์ ที่เจ็บป่วยไข้เสมอมา

โลกในยุคนั้น..จะไม่มีการขู่อาฆาตมาดร้าย เพราะพระองค์ไม่เคยขู่อาฆาตมาดร้ายใคร ให้สะดุ้งตกใจแม้แต่ครั้งเดียว  

โลกในยุคนั้น..จะมีแต่คนรูปร่างสมส่วนสวยงาม เพราะพระองค์ทรงสละของรักของชอบใจ ให้แก่สมณะพราหมณ์และคนยามยากไร้  

โลกในยุคนั้น..จะมีความสะดวกสบายในการเดินทาง เพราะพระองค์สละช้างม้าราชรถและยานพาหนะ สำหรับเดินทางให้เป็นทานแก่ผู้ต้องการ

โลกในยุคนั้น..จะมีแต่แผ่นดินที่ราบเรียบ ไม่ขรุขระ ดูสวยงามราวสวรรค์ชั้นฟ้า เพราะพระองค์ทรงแผ่เมตตาแด่สรรพสัตว์ทั้งหลายด้วยความรักและความจริงใจ

โลกในยุคนั้น..จะมีแต่ความเป็นอยู่ที่สุขสบาย เพราะพระองค์ทรงให้ทานด้วยทรัพย์สินเงินทอง แด่ชนทั้งหลายโดยทั่วถึงกัน

ขอบคุณวิดิโอจาก https://youtu.be/g5QxnImWm94

แชร์