"โชติกเศรษฐี" ผู้มีสมบัติอันใครแย่งชิงไม่ได้

"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แม้มีพระราชาหรือว่าโจรทั้งหลายนับร้อยคน เป็นผู้มีความสามารถ ข่มเหงข้าพเจ้าได้ จงอย่าได้ถือเอาแม้เพียงเส้นด้ายที่ชายพกของข้าพเจ้าเลย ขอให้สมบัติของข้าพเจ้า แม้ไฟก็ไม่สามารถไหม้ได้ แม้น้ำก็ไม่สามารถพัดไปได้ ด้วยเถิดฯ" http://winne.ws/n16675

1.4 หมื่น ผู้เข้าชม

โชติกเศรษฐีและภรรยาที่เกิดด้วยบุญซึ่งเป็นนางแก้วมาจากอุตรคุรุทวีป

"โชติกเศรษฐี" ผู้มีสมบัติอันใครแย่งชิงไม่ได้

เรื่องโชติกเศรษฐี ผู้มีสมบัติอันใครแย่งชิงไม่ได้

ในสมัยพุทธกาลมีเศรษฐีคนหนึ่ง ชื่อว่า "โชติกะ" เป็นผู้มีสมบัติจักรพรรดิตักไม่พร่อง มีต้นกัลปพฤกษ์ มีนางแก้วจากอุตรกุรุทวีปเป็นภรรยา มีแก้วมณีส่องแสงสว่างทั้งกลางวันและกลางคืน มีปราสาท 7 ชั้น ล้วนประกอบด้วยรัตนะ 7 ประการ มีกำแพง 7 ชั้น พร้อมด้วยยักษ์บริวารจำนวน 28,007 ตน อารักขาอยู่ตลอด 24 ชม.

วันหนึ่งพระเจ้าพิมพิสารและเจ้าชายอชาตศัตรู ได้เสด็จไปเยี่ยมชมสมบัติของเศรษฐี ครั้นชื่นชมสมบัติอันเกิดจากบุญแล้ว ความปรารถนาในทรัพย์นั้น ได้มีแล้วแก่เจ้าชายอชาตศัตรู เมื่อพระองค์ปลงพระชนม์พระราชบิดา ขึ้นครองราชสมบัติแล้ว จึงยกไพล่พลเพื่อจะยึดเอาปราสาทของเศรษฐี ในขณะที่เศรษฐีไปฟังธรรม ณ วัดพระเชตวัน 

ขณะนั้นหัวหน้ายักษ์ชื่อว่า "ยมโมลิ" ผู้รักษาซุ้มประตูที่ 1 เห็นพระราชายกไพร่พลมาแล้ว จึงร้องถามว่า "พวกท่านจะไปที่ไหน?" กำจัดแล้วซึ่งไพร่พลของพระเจ้าอชาตศัตรูจนแตกพ่าย พระราชาเสด็จหนีไปยังวัดพระเชตวัน 

พระราชาเสด็จเข้าไปหาโชติกเศรษฐีแล้วตำหนิว่า "ท่านสั่งให้บริวารทำร้ายเรา แล้วทำเสมือนนั่งฟังธรรม" 

เศรษฐีได้ยินดังนั้นจึงทูลถามว่า "พระองค์ยกกำลังไป เพื่อจะยึดปราสาทของข้าพเจ้าใช่หรือไม่?" 

พระราชาตรัสว่า "ใช่ เราจะยึดปราสาทของท่าน" 

เศรษฐีกราบทูลว่า "แม้พระราชาสัก 1,000 พระองค์ยกทัพมา ก็ยึดปราสาทของข้าพเจ้าไม่ได้ ถ้าข้าพเจ้าไม่อนุญาต"

พระราชาตรัสว่า "ท่านต้องการเป็นพระราชาอย่างนั้นรึ?"

เศรษฐีได้ยินดังนั้นจึงกราบทูลว่า "ข้าพเจ้าไม่ต้องการเป็นพระราชา แต่ไม่ว่าพระราชาหรือโจรทั้งหลาย ก็ไม่สามารถช่วงชิงเอาแม้เพียงเส้นด้ายที่ชายพกของข้าพเจ้าได้ ถ้าข้าพเจ้าไม่อนุญาต"

พระราชาตรัสว่า "ทำไมเราจักต้องยึดตามความชอบใจของท่านด้วยเล่า?"

เศรษฐีกราบทูลว่า "ถ้าอย่างนั้นพระองค์จงลอง ช่วงชิงแหวนทั้ง 20 บนนิ้วมือทั้ง 10 ของข้าพเจ้าดูซิ ข้าพเจ้าไม่ถวาย แต่ถ้าทรงเอาไปได้ ก็จงเอาไปเถิด"

พระเจ้าอชาตศัตรูเป็นผู้มีกำลังมาก หากนั่งกระโหย่งสามารถกระโดดได้สูง 18 ศอก (72 เมตร) แต่ถ้ายืนจะสามารถกระโดดได้สูงถึง 80 ศอก (320 เมตร) ถึงอย่างนั้นก็ไม่สามารถดึงแหวนที่อยู่บนนิ้วมือของโชติกเศรษฐีไปได้ 

ครั้งนั้น เศรษฐีกราบทูลพระราชาว่า "ขอพระองค์ทรงปูลาดผ้าสาฏกเถิด" จากนั้นจึงทำให้แหวนทั้ง 20 วง หลุดออกจากนิ้วมืออย่างง่ายดาย แล้วตรัสกับพระราชาว่า "หากข้าพเจ้าไม่ปรารถนาจะมอบสมบัติให้ใคร ใครก็ไม่สามารถช่วงชิงสมบัติของข้าพเจ้าไปได้"

ขณะนั้นเศรษฐีได้เกิดธรรมสังเวช จึงทูลขอประทานอนุญาตบรรพชาจากพระราชา พระเจ้าอชาตศัตรูคิดว่า `หากเศรษฐีบวชแล้ว ตนจักยึดสมบัติของเศรษฐีได้โดยสะดวก‘ จึงทรงประทานอนุญาต เมื่อเศรษฐีบวชแล้ว ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ในเวลาไม่นาน มีนามว่า "พระโชติกเถระ" 

สมบัติทั้งหลายทั้งปวงของเศรษฐีได้อันตรธานหายไปสิ้น แม้ปราสาทก็จมลงสู่แผ่นดิน แม้เทวดาก็ได้พาภรรยาของเศรษฐีกลับสู่อุตรกุรุทวีป พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสพระคาถาปรารภเหตุแห่งพระเถระว่า

"บุคคลใด ในโลกนี้ ละขาดแล้ว ซึ่งตัณหาทั้งหลาย เป็นผู้ไม่มีเรือน พึงเว้นรอบ เราย่อมเรียกบุคคลนั้น ผู้มีตัณหาและภพสิ้นรอบแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์" ดังนี้ฯ

ในสมัยพุทธกาลมีเศรษฐีคนหนึ่ง ชื่อว่า "โชติกะ" เป็นผู้มีสมบัติจักรพรรดิตักไม่พร่อง มีต้น

"โชติกเศรษฐี" ผู้มีสมบัติอันใครแย่งชิงไม่ได้

บทวิเคราะห์จากผู้อ่าน

สาเหตุที่ไม่มีใครสามารถแย่งชิงสมบัติของโชติกเศรษฐีได้ เพราะว่าท่านทำบุญกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วตั้งจิตอธิษฐานว่า

"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แม้มีพระราชาหรือว่าโจรทั้งหลายนับร้อยคน เป็นผู้มีความสามารถ ข่มเหงข้าพเจ้าได้ จงอย่าได้ถือเอาแม้เพียงเส้นด้ายที่ชายพกของข้าพเจ้าเลย ขอให้สมบัติของข้าพเจ้า แม้ไฟก็ไม่สามารถไหม้ได้ แม้น้ำก็ไม่สามารถพัดไปได้ ด้วยเถิดฯ"

สมบัติทุกอย่างในโลกใบนี้เป็นของกลางเมื่อเราตายไป ก็จะกลายเป็นของคนอื่น แต่สมบัติคือบุญนั้น ไม่มีใครสามารถช่วงชิงไปจากเราได้ ใครทำก็ได้บุญ ใครไม่ทำก็ไม่ได้บุญ ดังนั้นเราจึงควรสั่งสมบุญ ซึ่งเป็นเหตุให้บังเกิดความสุขและความสำเร็จในชีวิต และเป็นปัจจัยส่งผลให้เราได้บรรลุมรรคผลนิพพานในภพชาติสุดท้าย.

อ้างอิง: เรื่องแห่งพระเถระชื่อว่าโชติกะ

ธรรมบทภาค 8 (แปล) หน้า 153-177.


ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก

Peet Gatnathito

แชร์