แม้ช้างนาฬาคีรี ก็จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล พระนามว่า"พระติสสสัมพุทธเจ้า"

พระติสสสัมพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าอีกพระองค์หนึ่งในอนาคตกาล ในสมัยพุทธกาลนี้คือช้างนาฬาคีรี พระพุทธองค์จะตรัสรู้ที่ไม้ไทร พระชนมายุ 8 หมื่นพรรษา พระวรกายสูง 80 ศอก http://winne.ws/n19250

3.5 พัน ผู้เข้าชม
แม้ช้างนาฬาคีรี ก็จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล พระนามว่า"พระติสสสัมพุทธเจ้า"แหล่งภาพจาก YouTube

พระติสสสัมพุทธเจ้า ปรากฏในเรื่อง อนาคตวงศ์ ครั้นเมื่อศาสนาของพระนรสีหสัมพุทธเจ้า เสื่อมลง แผ่นดินถูกทำลายไป และเกิดแผ่นดินใหม่ที่ไม่มีพระพุทธเจ้า บังเกิดเรียกว่า สุญญกัปป์ จนแผ่นดินนี้ถูกทำลายไป เกิดแผ่นดินใหม่ชื่อว่ามัณฑกัปป์ จะมีพระพุทธเจ้า สองพระองค์เกิดขึ้นองค์หนึ่งนามว่า พระติสสสัมพุทธเจ้า โดยในสมัย พระโคตมพุทธเจ้า ท่านเสวยพระชาติเป็นช้างชื่อ นาฬาคิรีอีกองค์หนึ่งนามว่า พระสุมังคละสัมพุทธเจ้า

       โดยพระองค์ได้บำเพ็ญบารมี 30 ทัศน์มาอย่างยิ่งยวด โดยมีปรมัตถบารมีหนึ่งคือ ในสมัย พระโกนาคมนะพุทธเจ้า ช้างนาฬาคิรี ได้เกิดเป็นพระราชโอรสองค์โต ชื่อว่า ธรรมเสนกุมาร ของบรมกษัตริย์พระธรรมราช ปกครองเมือง จำปานคร มีน้องอีกสี่คน ชื่อว่า ภัททกุมาร รามกุมาร ปมาทกุมาร และธัชชกุมาร ตามลำดับ พระบิดามีรับสั่งให้พระราชโอรสทั้ง 5 ไปเรียนวิชากับอาจารย์ ณ เมืองตักศิลา พระโอรสก็ได้ไปเรียนมาคนละอย่าง คือ ธรรมเสนกุมาร เรียนวิชาการให้ทานและศีล ภัททกุมาร เรียนวิชาธนูพิษ รามกุมาร เรียนวิชาดอกไม้ไฟ ปมาทกุมาร เรียนวิชาช่างทอง ธัชชกุมารเรียนวิชาแปลงกายเป็นอสรพิษ เมื่อสำเร็จการศึกษาทั้ง 5 ก็เดินทางกลับเมืองจำปานคร แต่ระหว่างทาง พระกุมารทั้ง 4 ได้เสียชีวิต เหลือแต่พระธรรมเสนกุมารเพียงองค์เดียว และต่อมาได้ครองราชย์แทนพระบิดา

       วันหนึ่ง กษัตริย์ธรรมเสน พร้อมดัวย มเหสี และพระราชโอรส พระราชธิดา เสด็จไปสรงน้ำนอกเมือง มียักษ์ ตนหนึ่งเห็นพระราชกุมารทั้งสอง ก็อยากกินไม่อาจจะอดกลั้นได้ จึงปรากฏกายต่อหน้า และร้องขอพระกุมารทั้งสองเพื่อกินเป็นภักษาหาร ต่อหน้า กษัตริย์ธรรมเสน ด้วยความเป็นพระโพธิสัตว์ซึ่งมีน้ำพระทัยอันยิ่งใหญ่ และปรารถนาเพื่อจะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงเกิดกรุณาจิต ยกราชกุมารทั้งสองให้กับยักษ์ พร้อมทั้งหลั่งน้ำลงกับมือยักษ์นั้น อธิษฐานว่า มิใช่ตนไม่รักบุตรทั้งสองแต่รักในพระสัพพัญญูมากกว่า ขอมหาทานนี้เป็นปัจจัยให้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในอนาคตเทอญ ครั้นแล้วเกิดเหตุอัศจรรย์แผ่นดินไหวทั่วโลกธาตุ ด้วยมหาทานนี้

       กษัตริย์ธรรมเสนก็เสด็จกลับเมืองระหว่างทางกลับนี้เอง พระองค์ทอดพระเนตรเห็นคนแก่คนหนึ่งนั่งอมทุกข์ จึงเข้าไปไตรถาม ฝ่ายบุรุษนั้นตอบว่าตนอยู่มาจนป่านนี้แล้ว บุตร ภรรยาไม่มี จึงมานั่งโศกเศร้าที่นี่ เมื่อพระองค์ได้ฟังดังนั้น จึงยกพระราชมเหสีของตนให้กับบุรุษนี้ พร้อมหลั่งน้ำ อธิษฐานขอมหาทานที่ได้ยกมเหสีที่รักนี้เป็นปัจจัยให้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคตเทอญ ครั้นแล้วก็เกิดเหตุอัศจรรย์แผ่นดินไหวทั่วโลกธาตุ ด้วยมหาทานนี้ เมื่อบุรุษรับพระมเหสีมาแล้วก็พูดกับนางลัมภุสส ว่า อันตัวเองแก่แล้ว ทรัพย์สมบัติก็ไม่มี เจ้าจะอยู่ด้วยได้หรือเปล่าพระธรรมเสน ได้ยินดังนั้น จึงยกราชสมบัติของตนให้กับบุรุษนั้นและออกบวชเป็นดาบส และอธิษฐานขอมหาทานที่ได้ยกราชสมบัตินี้เป็นปัจจัยให้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคตเทอญ ครั้นแล้วก็เกิดเหตุอัศจรรย์แผ่นดินไหวทั่วโลกธาตุ ด้วยมหาทานนี้ อีกครั้งหนึ่ง 

แม้ช้างนาฬาคีรี ก็จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล พระนามว่า"พระติสสสัมพุทธเจ้า"แหล่งภาพจาก thuvienhoasen.org

       พระโพธิสัตว์เมื่อได้บรรพชาเป็นดาบสแล้วก็เจริญภาวนา จนได้อภิญญา 5 สมาบัติ 8 เกิดขึ้นเหมือนครั้งก่อน แล้วก็เหาะไปยังป่าหิมพานต์เข้าสู่สำนักดาบสในครั้งนั้น มีพระสาวกองค์หนึ่งของ พระโกนาคมพุทธเจ้า เป็นพระอรหันต์ได้เข้าไปยังป่าหิมพานต์ ฤๅษีทั้งหลายเห็นแล้วเกิดความเลื่อมใส นิมนต์ให้ค้างอยู่คืนหนึ่ง รุ่งเช้า พระธรรมเสน ก็เหาะเข้าไปยังสำนักของพระโกนาคมสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เห็นลักษณะมหาบุรุษ เกิดความเลื่อมใส จึงขอให้พระองค์แสดงธรรมเทศนาเมื่อฟังพระธรรมเทศนาแล้ว พระโพธิสัตว์ เกิดความเลื่อมใสเป็นอย่างมากจึงได้ตัดศีรษะของตน ด้วยเล็บที่คมเหมือนดาบ วางบนมือของตน ชูขึ้นเป็นเครื่องบูชาธรรม ต่อหน้าพระโกนาคม และอธิษฐาน ด้วยปรมัตถทานที่ได้ถวายศีรษะนี้เป็นปัจจัยให้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคตเทอญ ครั้นแล้วพระโพธิสัตว์ก็ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต

พระลักษณะพระติสสสัมพุทธเจ้า 

      พระองค์มีพระวรกายสูงได้ ๘๐ ศอก มีพระชนมายุยืนได้ ๘ หมื่นปี มีไม้ไทรเป็นศรีมหาโพธิ มีพระพุทธรัศมีสว่างเสมอดังเปลวเพลิง อันสุกรุ่งเรืองยังโลกธาตุทั้งปวงให้สว่างไปสิ้นทั้งกลางวันกลางคืน พระพุทธรัศมีที่พุ่งผุดออกจากพระสรีรกายมีหลายรูปแบบ เป็นเกลียวอันเดียวกัน แล้วก็แตกออกไปเป็นสีต่างๆ ก็มี เวียนเป็นทักขิณาวัฏ เวียนขวาขาวดุจสีสังข์ ก็มี ปรากฏเป็นพุ่มกลุ่มออกไป เปรียบประดุจเศวตฉัตรก็มี พุ่งพวยเรียวรีดเร็วออกไปก็มี เปรียบเหมือนชายธงก็มี ห้อยย้อยแพรวพราวเป็นสายงามประดุจดังว่าระบายสายเศวตฉัตร ก็มี พระพุทธรัศมีทั้งหลาย ที่ออกจากพระสรีรกายนั้น ดูเป็นช่อพัวพันพระองค์อยู่โดยรอบคอบ ควรจะเกิดมหัศจรรย์ยิ่งนัก และมีต้นกัลปพฤกษ์ เกิดขึ้น มนุษย์ทั้งหลายมิได้ขัดสนในการเลี้ยงชีวิตเลย

พระติสสสัมพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าพระองค์ใหม่ พระติสสสัมพุทธเจ้า

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : https://th.wikipedia.org/w/index.php?title=พระติสสสัมพุทธเจ้า&action=edit§ion=3

แชร์