อนุสาสนีปาฏิหาริย์ของพระตถาคต ทำให้พระนางรูปนันทาละความยึดมั่นในรูปโฉมบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์
ขณะฟังพระธรรมเทศนา พระนางก็ปล่อยใจไปตามกระแสธรรม ไม่ยึดมั่นอะไรทั้งสิ้น จิตก็หลุดพ้นต่อไปอีก จนกระทั่งหลุดพ้นถึงที่สุด ได้บรรลุอรหัตผล เป็นพระอรหันตเถรี ผู้อยู่จบพรหมจรรย์ กิจที่จะทำต่อไปไม่มีอีกแล้ว ภพชาติสิ้นแล้ว ได้บรรลุถึงนิพพาน http://winne.ws/n22110
ธรรมดาของสรรพสัตว์ และสรรพสิ่งทั้งหลาย ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปสู่ความเสื่อม แม้แต่ชีวิตของเราก็เสื่อมไปตามลำดับ จากวัยทารกไปสู่วัยเด็ก วัยรุ่น วัยหนุ่มสาว วัยกลางคน วัยแก่ชรา นั่นเป็นความเสื่อมที่เรามองเห็นได้ เราถูกความเสื่อมครอบงำแล้วนำไปสู่ความตาย คือในที่สุดทุกชีวิตต้องเสื่อมสลายไปสู่ความตายหมด เพราะฉะนั้นเราไม่ควรประมาทในการดำเนินชีวิต ควรมองให้เห็นโทษของความเสื่อมนั้น จะได้คลายจากความยึดมั่นถือมั่นในโลกทั้งปวง แล้วแสวงหาหนทางแห่งความหลุดพ้นมุ่งสู่พระนิพพานกันทุกคน
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน อรรถกถาขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ว่า
“อฏฺฐินํ นครํ กตํ มํสโลหิตเลปนํ
ยตฺถ ชรา จ มจฺจุ จ มาโน มกฺโข จ โอหิโต
สรีระอันกรรมทำให้เป็นนครแห่งกระดูกทั้งหลาย ฉาบด้วยเนื้อและโลหิต เป็นที่ตั้งลงแห่งชรา มรณะ มานะ และการลบหลู่คุณท่าน”
ร่างกายของมนุษย์นั้น ถ้าเราใช้ปัญญาที่บริสุทธิ์พิจารณาให้ดีจะเห็นว่า เป็นสิ่งที่ประกอบขึ้นมาด้วยธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ จะหยาบหรือประณีต ก็ขึ้นอยู่กับสภาวะใจของผู้เป็นเจ้าของ ถ้ามีจิตใจสะอาดบริสุทธิ์ดีงาม ผิวพรรณวรรณะก็จะดี ถ้าใครมักโกรธหยาบกระด้าง ผิวพรรณวรรณะจะหยาบกร้าน ร่างกายที่เสื่อมโทรมเน่าเปื่อยได้ง่ายนี้ เป็นโครงกระดูกที่ฉาบด้วยเลือดและเนื้อ ที่นับวันมีแต่จะเสื่อมไปสู่ความแก่ และความตาย แต่ถึงกระนั้น คนส่วนมากก็ยังหลงใหลในกายที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงนี้ ดังเช่นเรื่องของหญิงผู้หลงใหลในความงามของตัว ซึ่งต่อมาได้เห็นสัจธรรมความไม่เที่ยง และในที่สุดก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์
เรื่องมีอยู่ว่า...พระนางรูปนันทา เป็นพระราชธิดาของพระเจ้าสุทโธทนะกับพระนางมหาปชาบดีโคตมี หลังจากที่พี่ชายและพระมารดาของตนได้ออกบวช จึงมีความคิดที่จะออกบวชตาม เลยไปขอบวชกับสำนักภิกษุณีแห่งหนึ่ง แม้จะบวชมาได้ระยะเวลาหนึ่ง แต่พระนางก็ไม่เคยที่จะไปฟังธรรมในสำนักพระศาสดา เพราะกลัวพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะตรัสถึงโทษในรูปอันงามของตน
วันหนึ่ง พระนางได้สดับถึงคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วเกิดความโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง จึงคิดที่จะไปเข้าเฝ้าพระบรมศาสดา พระพุทธองค์ทรงรู้ในข่ายพระญาณว่า วันนี้พระนางจะได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ จึงเนรมิตสาวงามคนหนึ่ง นั่งถวายพัดแด่พระพุทธองค์ ด้วยพระดำริว่าพระนางรูปนันทาเถรีนี้มีความยึดมั่นในรูป เราจะตรัสโทษแห่งรูปเปรียบเสมือนการบ่งหนามด้วยหนาม
เมื่อพระนางได้เข้ามายังสำนักของพระศาสดา ได้เห็นรูปของหญิงงามนั้นก็เกิดความอัศจรรย์ใจไม่อาจละสายตาไปจากหญิงจำแลงนั้นได้ พระนางมีความรู้สึกคล้ายกับว่าตัวเองเป็นกาที่ยืนอยู่หน้าพญาหงส์ทอง พระพุทธองค์ทรงทราบอย่างนั้นแล้ว จึงค่อย ๆ เนรมิตรูปของหญิงนี้จากวัยสาว ให้เป็นวัยกลางคน จากวัยกลางคน ให้เป็นวัยชรา จากวัยชรา ก็ค่อย ๆ ตายลงในที่สุด ซากศพปรากฏอยู่ต่อหน้าของพระนางด้วยสภาพมีหนองเลือดและหนอนชอนไช
ในขณะนั้นเอง จิตของพระนางรูปนันทาเถรี ก็นุ่มนวลควรแก่การงาน เพราะเห็นโทษของรูป ด้วยปัญญาอันยิ่งว่า สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ สังขารทั้งหลายเป็นทุกข์หนอ สังขารทั้งหลายมิใช่ตัวตนของเรา....
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทราบวาระจิตของพระนางว่ามีอินทรีย์แก่กล้า แต่ไม่อาจที่จะบรรลุธรรมได้ด้วยตนเองต้องอาศัยสิ่งภายนอกเข้าไปช่วย จึงตรัสพระคาถาว่า "ดูก่อนนันทา เธอจงดูร่างกายอันกระสับกระส่าย ไม่สะอาด เปื่อยเน่าอยู่ อันคนพาลปรารถนาแล้ว สรีระของหญิงนี้เป็นฉันใด สรีระของเธอก็เป็นฉันนั้น สรีระของเธอเป็นฉันใด สรีระของหญิงนี้ก็ฉันนั้น เธอจงเห็นธาตุทั้งหลายโดยความเป็นของว่างเปล่า เธออย่ามาสู่โลกอีก เธอสำรอกความพอใจในภพแล้ว เป็นผู้สงบจักเที่ยวไป"
ขณะฟังพระธรรมเทศนา พระนางก็ปล่อยใจไปตามกระแสธรรม ไม่ยึดมั่นอะไรทั้งสิ้น จิตก็หลุดพ้นต่อไปอีก จนกระทั่งหลุดพ้นถึงที่สุด ได้บรรลุอรหัตผล เป็นพระอรหันตเถรี ผู้อยู่จบพรหมจรรย์ กิจที่จะทำต่อไปไม่มีอีกแล้ว ภพชาติสิ้นแล้ว ได้บรรลุถึงนิพพาน
ดังนั้น พวกเราจะต้องสละปลดปล่อยวางกันให้ได้ ทำใจให้หยุดนิ่งเข้าไปเรื่อยๆ ในกลางกาย อย่าไปเสียดายอาลัยอาวรณ์ในสังขารร่างกายนี้ อย่ายึดมั่นถือมั่นอะไรทั้งสิ้น ให้ทำใจหยุดนิ่งอย่างเดียวเท่านั้น มุ่งตรงต่อหนทางพระนิพพาน เพื่อแสวงหาความบริสุทธิ์ภายในที่แท้จริง ให้พวกเราตั้งใจปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงพระธรรมกาย เราจะได้บรรลุเป้าหมายของการเกิดมาเป็นมนุษย์กันทุกๆ คน
* มก. เล่ม ๕๔ หน้า ๔๓
ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก
http://www.dmc.tv/pages/dhamma_for_people/รูปนันทาเถรี.html


