หนีร้อนไปเที่ยว 'สุคิริน' ถิ่นทองคำ ล้ำค่าป่า 'ฮาลา-บาลา' 'บั้งไฟ' หนึ่งเดียวที่ 'นราธิวาส'
„“นราธิวาส”ชายแดนใต้สุดของประเทศไทย เดิมมีฐานะเป็นเพียงเมืองหนึ่งในอาณาจักร“ลังกาสุกะ”มีอาณาเขตติดต่อกับมาเลเซียตั้งอยู่บนชายฝั่งทะเลตะวันออกของแหลมมลายู “ http://winne.ws/n2429
“นราธิวาส”ชายแดนใต้สุดของประเทศไทย เดิมมีฐานะเป็นเพียงเมืองหนึ่งในอาณาจักร“ลังกาสุกะ”มีอาณาเขตติดต่อกับมาเลเซียตั้งอยู่บนชายฝั่งทะเลตะวันออกของแหลมมลายู มีศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการอุตสาหกรรมอยู่ที่อำเภอสุไหงโก-ลก อำเภอที่มีขนาดใหญ่และมีความเจริญกว่าตัวจังหวัดขณะที่“สุคิริน”อำเภอเล็ก ๆ 1 ใน 13 อำเภอของนราธิวาส แต่มีความสมบูรณ์ทางธรรมชาติและระบบนิเวศเป็นอย่างยิ่งพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงชันและป่ารกทึบ
ด้วยสภาพพื้นที่ป่าที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ทำให้อากาศภายในอำเภอสุคิรินค่อนข้างเย็นสบายเกือบตลอดทั้งปี จนได้รับการเรียกขานว่าเป็น“สวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย”พื้นที่ส่วนหนึ่งติดชายแดนประเทศเพื่อนบ้านคือ ประเทศมาเลเซียด้วยเสน่ห์ของศิลปวัฒนธรรม ประเพณีและอัตลักษณ์ประจำท้องถิ่น รวมถึงน้ำมิตรจิตใจอันน่ารักของผู้คนในพื้นที่ ถือเป็นมนต์เสน่ห์ที่ดึงดูดใจนักท่องเที่ยวได้ดี
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานนราธิวาส เสนอตัวอย่างเส้นทางท่องเที่ยวที่น่าสนใจมีทั้งแบบ One Day Trip และ 2 วัน 1 คืน พร้อมกิจกรรมมากมาย เพื่อรองรับการเดินทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศไทย รวมไปถึงสิ่งที่ไม่ควรพลาด เมื่อท่านเดินทางมาเยือน อำเภอสุคิรินสถานที่แรกไปสักการะ“พระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่า)”และเยี่ยมชม“พระตำหนักสุคิริน”ที่ประทับทรงงานเมื่อครั้งสมเด็จย่ายังเสด็จพระราชดำเนินมาทรงเยี่ยมพสกนิกรและสมาชิกนิคมสร้างตนเองสุคิริน ต่อด้วย“ศาลเจ้าแม่โต๊ะโมะ”ที่บ้านโต๊ะโมะ สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของชาวสุคิรินที่ชาวไทยเชื้อสายจีนต่างเคารพศรัทธา โดยมีชาวไทยเชื้อสายจีนในพื้นที่ อ.สุไหงโก-ลก ได้อัญเชิญองค์เจ้าแม่โต๊ะโมะจำลองไปประดิษฐาน ณ สุไหงโก-ลก เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ผู้เลื่อมใสศรัทธาทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ“
„ที่นี่ได้ชื่อว่าเป็น“ถิ่นทองคำ”ทองคำบริสุทธิ์ เพราะมีเหมืองทองคำโต๊ะโมะตั้งอยู่ ถือเป็นหนึ่งในวิถีของชาวสุคิรินที่ทำเป็นอาชีพเสริม เมื่อเสร็จสิ้นจากอาชีพหลักชาวบ้านก็จะใช้เลียง เครื่องมือร่อนทองที่ทำจากไม้ลงไปร่อนแร่หาทองคำกันในลำคลองช่วงเย็น สนนราคาขายกันกรัมละพันกว่าบาท นับเป็นรายได้เสริมที่รายได้ดีเลยทีเดียว นักท่องเที่ยวก็สามารถลงไปลองร่อนทองในแม่น้ำที่ไหลลงมาจากเหมืองได้ เพราะแม่น้ำทุกสายในพื้นที่สุคิรินจะมีเกล็ดแร่ทองคำทับถมอยู่ในดิน แต่ขึ้นอยู่กับดวงว่าจะพบเกล็ดแร่ทองคำหรือไม่อีกแห่งที่อยากแนะนำ คือ“โครงการฟาร์มตัวอย่างบ้านไอร์ปาโจ”
โครงการตามแนวพระราชดำริในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งพระองค์ได้พระราชทานที่ดิน 128 ไร่ ให้ประชาชนได้ใช้เป็นที่ทำการเกษตรเพื่อการบริโภคในครัวเรือนและสร้างรายได้ให้กับครอบครัว“จุดผ่อนปรนภูเขาทอง” (ชายแดนไทย-มาเลเซีย)สุดปลายด้ามขวาน หลักเขตที่ 65/149 อีกหนึ่งแห่งที่อยากแนะนำให้ท่านได้เข้าไปชม จุดนี้เป็นจุดถ่ายภาพที่ระลึกพื้นที่รอยต่อระหว่างประเทศ ไทยและมาเลเซีย
ในอนาคตอันใกล้นราธิวาสจะเปิดเป็นจุดผ่อนปรนและจัดสร้างตลาดการค้าชายแดน เพื่อส่งเสริมและกระตุ้นเศรษฐกิจการค้าการท่องเที่ยวในพื้นที่อีกด้วย ต่อด้วยสัมผัสความชุ่มฉ่ำของ“น้ำตกธารหินงาม”อีกหนึ่งไฮไลต์สุคิรินที่บอกเลยว่าต้องไม่พลาด คือ การได้ไปสัมผัส“ต้นกะพงยักษ์”ต้นไม้ขนาดใหญ่ 29 คนโอบ ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลา นอกจากนี้ยังสามารถชมความสวยงามของธรรมชาติที่เขาอีด่างใหญ่ วัดภูเขาทอง น้ำตกศรีทักษิณฯลฯ ตื่นเต้นไปกับ“เนินเขาพิศวง”มหัศจรรย์มายากลบนผืนโลกที่รอท้าพิสูจน์“
„กิจกรรม“ล่องแก่งต้นน้ำสายบุรี”ของนายดรอแม บินซาผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 13 บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 12 ตำบลสุคิริน ที่มีทั้งล่องแก่งและโฮมสเตย์ให้สัมผัสธรรมชาติแบบเต็มอิ่มแล้วไปชมทะเลหมอกเหนือยอดเขาสุคิริน สุดปลายด้ามขวานทอง 2 แผ่นดิน ทะเลหมอกสีขาวปกคลุมแนวเทือกเขาสันกาลาคีรีและผืนป่าอันกว้างใหญ่สุดสายตา พร้อมความงามแสงแรกของดวงอาทิตย์ยามเช้าส่องแสงเรืองสวยงามแล้วจบด้วย“งานบุญบั้งไฟ”หนึ่งเดียวในปักษ์ใต้ที่ตำบลภูเขาทอง ซึ่งจัดสืบทอดยาวนานกว่า 30 ปี
โดยเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2518 ที่ ต.ภูเขาทอง อ.สุคิริน ได้มีราษฎรชาวอีสานย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานทำกินอยู่ในเขตนิคมสร้างตนเองในโครงการพระราชดำริของในหลวง ส่วนใหญ่มาจากอีสานใต้ นครราชสีมา บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ เมื่อมาอยู่ที่นี่ก็นำประเพณีของตัวเองติดตัวมาด้วยโดยเฉพาะกับงานแห่บุญบั้งไฟ ขอให้ฝนตกตามฤดูกาล แล้วจัดเป็นประเพณีต่อเนื่องเรื่อยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 ที่บ้านไอบาโจ หลังจากนั้นแต่ละหมู่บ้านก็เวียนกันจัดเรื่อยมา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานนราธิวาส ร่วมโปรโมตส่งเสริมประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวด้วย.“
:: เรื่องกินเรื่องใหญ่ ::
อาหารขึ้นชื่อและอร่อยน่าชิมในนราธิวาสมีหลายอย่าง เช่นนาสิดาแฆ ไก่กอและ ข้าวยำเพื่อสุขภาพ น้ำบูดู โรตี ชาชัก บะกุ๊ดเต๋นอกจากคนในพื้นที่จะชอบทานแล้ว นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและมาเลเซียมักจะมาลองชิมด้วย อาหารที่มีชื่อเสียงมากคือ“ปลากุเลา”ต้นตำรับแห่งภูมิปัญญา อ.ตากใบ ที่มีชื่อเสียงดังกระฉ่อนร้านอาหารห้ามพลาดขอแนะนำ“ร้านนัดพบยูงทอง”ร้านอาหารเก่าแก่ชื่อดังตั้งอยู่ระหว่างเส้นทางสายตากใบ-สุไหงโก-ลก
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์มาเสวยพระกระยาหารถึง 2 ครั้ง โดยมีเมนูโปรด อาทิ ปลากะพงยำแห้ง กุ้งต้มกะทิ ปลากุเลาเค็ม ฯลฯ ที่นี่มีเมนูอาหารหลากหลาย ที่สำคัญคือรสชาติที่ไม่เคยเปลี่ยน มาถึงต้องชิม“น้ำบูดู”คนพื้นเมืองยังบอกเยี่ยมยอด ไม่คาวและไม่เค็ม ผสมกุ้งสดลวก แกล้มสะตอสดหรือเผา สั่งมาคู่กันได้“กุ้งต้มกะทิยอดมะพร้าว”ใช้กุ้งแชบ๊วยตัวโตต้มจนเนื้อเด้ง“ปลากุเลาเค็ม”ปีหนึ่งจะได้กินหนเดียวคือ เดือนกุมภาพันธ์คนชอบอาหารจีนต้องแวะไปที่“จงโภชนา”ร้านเก่าแก่ที่มีอาหารจีนรสจัดจ้านให้ลิ้มลอง ทั้งต้มยำปลากะพงน้ำข้น ขาหมูเย็น เต้าหู้ราดน้ำปู หรือฮ่อยจ๊อที่ทำเองขายเอง แต่หากชื่นชอบอาหารไทยต้องที่“ริมน้ำ”
อีกหนึ่งร้านเก่าแก่ของนราธิวาส ที่ผ่านมาตรฐานฮาลาลด้วยเมนูเด็ด ปลาไข่ทอด กุ้งอบวุ้นเส้น ปลากะพงนึ่งมะนาว ยำสามกรอบ ร้านข้าวต้มระดับตำนานที่ยังอยู่คู่เมืองนราฯ ทั้งที่เคยถูกวางระเบิดมาครั้งหนึ่งแล้ว“จิ้นฮั้ว”คือชื่อของร้านแต่คนมักรู้จักในชื่อ “อั้งม้อ”เมนูคุ้นเคยมีทั้งหมูกรอบ จับฉ่าย เป็ดพะโล้ ไปจนถึงต้มยำน้ำใส สังเกตง่าย ๆ แค่มองหาป้าย“พระบารมีปกเกล้าฯ ชาวนราปวงข้าและร้านอั้งม้อ ขอถวายสัตย์สัญญาจะอยู่เพื่อรักษาผืนแผ่นดินไทย”อาหารห้ามพลาดที่สุไหงโก-ลกคือ“อ้วนบะกุ๊ดเต๋”ต้นตำรับที่มาเปิดสาขาถึงย่านประชานิเวศน์ กรุงเทพฯ ด้วย เอกลักษณ์ของน้ำซุปสีเข้มข้นครบเครื่องยาจีน กับซี่โครงหมูที่ตุ๋นจนเปื่อย ทานกับข้าวแกล้มด้วยปาท่องโก๋อร่อยไปอีกแบบ“
ปลากุเลาตากใบ ข้าวหอมกระดังงากระจูด บาติก-บาเต๊ะ ของดี ‘เมืองนราฯ’ใครเดินทางมานราธิวาส ต้องไม่พลาด“ปลากุเลาตากใบ”ราชาแห่งปลาเค็ม สุดยอดความอร่อย ผลิตภัณฑ์ชุมชนสินค้า OTOP ระดับ 5 ดาวของ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ที่เป็นการตกผลึกภูมิปัญญาพื้นบ้าน ที่สั่งสมกันมาจากรุ่นสู่รุ่น เกิดเป็น“ภูมิปัญญาปลาเค็ม”อันเลื่องชื่อลือชาในความอร่อย เคล็ดลับอยู่ที่การคัดเลือกปลาที่มีคุณภาพซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ปลาสดใหม่ที่จับได้ใน อ.ตากใบและในทะเลนราธิวาสเท่านั้นจึงได้รับฉายาว่า เป็นปลาที่“คนกินไม่ได้ซื้อ คนซื้อไม่ได้กิน”
สำนวนที่ชาวตากใบมักจะพูดเล่นถึงสรรพคุณความอร่อยความพิเศษอันโดดเด่นของปลากุเลาตากใบนั้นก็คือ เป็นปลาที่เนื้อเนียนละเอียด รสเค็มกำลังดี ตอนทอดจะมีกลิ่นหอมโชยเตะจมูกยั่วนํ้าลาย บางคนบอกกลิ่นโชยไป 3 บ้าน 8 บ้าน เมื่อทอดเสร็จแล้วจะมีเนื้อแน่นเนียน ฟู เค็ม มัน ยิ่งถ้ามายำบีบมะนาว ซอยหอมแดง พริกขี้หนูลงไป ถือว่าอร่อยเด็ดนักแล นอกจากทอดและยำแล้ว ชาวนรายังนำปลากุเลาไปทำเมนูอื่นอีกหลากหลาย อาทิ ข้าวผัดปลากุเลา ไข่ตุ๋นปลากุเลา หรือเมนูอื่น ๆ ตามใจชอบ ปัจจุบันตกอยู่ที่กิโลกรัมละไม่ต่ำกว่า 1,200-1,500 บาท หาซื้อได้ที่ ร้านอ้อ ยูงทองปลากุเลา“
„“ข้าวหอมกระดังงา”ข้าวพื้นเมืองที่นอกจากจะมีกลิ่นหอมคล้ายกระดังงาสมชื่อแล้ว ยังมีคุณค่าทางโภชนาการสูงจึงเป็นที่นิยมของกลุ่มผู้บริโภคที่รักสุขภาพ ในปี พ.ศ. 2542 เกษตรกรจึงมีการรวมกลุ่มกันแปรรูปจำหน่าย ได้แก่ กลุ่มแม่บ้านเกษตรบ้านโคกอิฐ-โคกใน กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านโคกมะม่วง กลุ่มแม่บ้านนารีสามัคคีธรรม กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรข่าวบ้านบอฆอ และกลุ่มสตรีข้าวซ้อมมือบ้านตอหลัง“ผลิตภัณฑ์กระจูด”นราธิวาสได้ชื่อว่าเป็นแหล่งกระจูดที่มีคุณภาพ ทำให้ผลิตภัณฑ์งานฝีมือจากต้นกระจูดของนราธิวาสได้รับความนิยมเป็นอย่างมากเป็นสินค้าขายดี สมาชิกกลุ่มงานหัตถกรรมกระจูดในเขตหมู่บ้านทอนมีการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ ลวดลาย และสีสันให้มีความทันสมัยถูกใจลูกค้าทุกวัย“ผ้าบาติกและผ้าบาเต๊ะ”
งานหัตถกรรมที่สร้างรายได้ให้ชาวนราธิวาสเป็นอย่างดี แต่กลุ่มจะมีความโดดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว อาทิ“ญาดาบาติก”ที่ อ.ตากใบ จะเน้นการใช้ผ้าที่บางเบาสวมใส่สบาย ส่วน“บ้านบาติก”อ.เมืองนราธิวาส ยังคงรักษาลวดลายดั้งเดิมไว้อย่างเหนียวแน่น ขณะที่“ดาหลาบาติก”มีการพัฒนาลวดลายและกรรมวิธีการผลิตครองตลาดกลุ่มลูกค้าแถบตะวันตกทั้งยุโรปและอเมริกานอกจากนี้ยังมี“ลองกอง”พืชเศรษฐกิจและผลไม้พื้นเมืองที่มีชื่อ“เรือกอและจำลอง”เรือประมงพื้นบ้านขนาดย่อมตกแต่งเขียนลายมีสีสันสวยงาม สะดุดตา“ผลิตภัณฑ์เซรามิก”แหล่งผลิตที่มีชื่อเสียงอยู่ที่ศูนย์ศิลปาชีพในบริเวณพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์“ผลิตภัณฑ์ย่านลิเภา” “ข้าวเกรียบปลา”และ“นํ้าบูดู”.“
อ่านต่อที่ :
http://www.dailynews.co.th/article/392540







