วัยเกษียณแต่ไม่หมดไฟ.. 5 เคล็ดลับให้อยู่ดีมีสุขในวัยเกษียณ
เพราะการทำงานทำให้เรามีชีวิตเป็นปกติ ขณะเดียวกันก็มีรายได้แม้จะอายุมาก ที่สำคัญยังทำให้ร่างกายได้เคลื่อนไหว ลดโอกาสที่จะเกษียณมาแล้วติดเตียง http://winne.ws/n28204
ถ้าพูดถึงคนวัยเกษียณ คำว่าเกษียณสำหรับผมไม่ใช่การหยุดทำงาน แต่ยังสามารถทำงานได้และจะทำไปจนกว่าจะทำไม่ไหว อย่างผมอายุ 67 ปีแล้ว ก็ยังไม่หยุดทำงาน เพราะว่าพอไม่มีงานทำมันจะเบื่อมาก การเกษียณสำหรับผมจึงเป็นแค่การเปลี่ยนจากงานประจำมาเป็นงานที่เราสนใจและถนัด เพราะการทำงานทำให้เรามีชีวิตเป็นปกติ ขณะเดียวกันก็มีรายได้แม้จะอายุมาก ที่สำคัญยังทำให้ร่างกายได้เคลื่อนไหว ลดโอกาสที่จะเกษียณมาแล้วติดเตียง.
ดังนั้น ถ้าเราบอกว่าเกษียณแล้วเราจะยังไม่หยุดนิ่ง สิ่งสำคัญที่ต้องเตรียมให้พร้อมคือร่างกาย เพราะว่าหลังอายุ 60 ปีไปแล้ว โรคภัยไข้เจ็บจะเริ่มปรากฏ เพราะอย่าลืมว่าเราใช้ร่างกายมาตั้งแต่เกิด ในวัยทำงานก็ทุ่มเทแรงกายแรงใจไปกับงานสุดๆ กินทุกอย่างที่อยากกิน โรคมันก็สะสมมาเรื่อยๆ เป็นธรรมดา
ผมจึงอยากแนะนำว่า การเตรียมร่างกายให้พร้อมก่อนก้าวเข้าสู่วัยเกษียณต้องเตรียมล่วงหน้า ถ้าพูดว่าอีก 3 วันจะเกษียณแล้วค่อยมาเตรียมหรือคิดว่าจะเตรียมหลังจากเกษียณไปแล้วอาจจะไม่ทันแล้ว ขณะที่ร่างกายยังแข็งแรงดี ยังมีโอกาสดูแลตัวเองได้ เราต้องรู้จักถนอมรักษาไว้ หมั่นเช็กร่างกายของตัวเองตั้งแต่อายุยังน้อย.
แต่ถ้าวันนี้คุณเป็นคนที่ในอีกไม่กี่วันจะเกษียณแล้วและรู้สึกว่าที่ผ่านมาไม่ได้เตรียมตัวไว้เลย และเมื่อพบว่าเป็นโรค ก็ต้องยอมรับให้ได้ ต้องเข้าใจว่าเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดา ไม่อย่างนั้นก็จะอยู่บนความทุกข์ ขณะเดียวกันก็รีบหาทางแก้ไข อย่ามัวไปโทษอดีตว่าที่ผ่านมาทำไมไม่ดูแลตัวเอง เอาบทเรียนมาเป็นอุทาหรณ์แล้วสู้กับมัน อย่าท้อแท้ หรือหมดกำลังใจ
| เคล็ดลับ ‘5 อ.’ เตรียมร่างกายตั้งแต่เนินๆ ให้อยู่ดีมีสุขในวัยเกษียณ
1. อารมณ์ เราต้องรู้จักการปล่อยวาง เช่น เมื่อเราเจอปัญหาที่ไม่มีใครช่วยได้ หรือเราก็ช่วยตัวเองไม่ได้ ต้องรู้จักปล่อยวาง ไม่ใช่เครียด กังวล จนกินไม่ได้นอนไม่หลับ วิธีฝึกที่ช่วยเราง่ายที่สุดคือการนั่งสมาธิ แต่ต้องฝึกให้เป็นนิสัยตั้งแต่ยังหนุ่มสาว เพราะเมื่อไรที่อารมณ์เรามั่นคง อายุก็จะยืน
2. อาหาร ลดอาหารที่มีรสเผ็ด หวาน เค็ม กินผักผลไม้ให้มากขึ้น อย่างเช่น กล้วยน้ำหว้า คนอายุเยอะแล้วแนะนำเลยให้มีกล้วยน้ำหว้าติดบ้านทุกวัน กิน 2 ลูกเช้า-เย็น ก่อนอาหาร เพราะมันจะช่วยเรื่องการย่อยอาหาร สมานแผลในกระเพาะ ลดการเกิดริดสีดวง หรือไม่ก็กินพวกผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว อย่างเช่น ส้มโอ เสาวรส แอปเปิ้ล หรือกินไข่อย่างน้อยวันละ 2 ฟอง.
กินแป้งให้น้อยลง ที่สำคัญคือการดื่มน้ำ ให้เน้นไปที่น้ำเปล่า งดดื่มสุรา น้ำอัดลม บางคนติดกาแฟก็กินให้น้อยลง อย่างผมเมื่อก่อนตอนอายุ 40 กว่าๆ กินกาแฟ 4-6 แก้วต่อวัน ตอนนี้เหลือแก้วเดียว แต่ต้องฝึก เกือบแย่เลยนะ เพราะฉะนั้นเราต้องฝึกให้เป็นนิสัยตั้งแต่อายุยังน้อย.
3. ออกกำลังกาย การออกกำลังกายต้องทำอย่างสม่ำเสมอ ทุกเช้าผมจะต้องตื่นมาออกกำลังกาย ประมาณ 45 นาที ยืดเหยียดกล้ามเนื้อตั้งแต่หัวจรดเท้า ท่ายืนบ้าง นอนบ้าง แกว่งแขนบ้าง แล้วก็วิดพื้นแบบผู้สูงอายุ ตอนเย็นก็ขี่จักรยาน ครึ่งชั่วโมงรอบหมู่บ้าน ทุกวันไม่มีหยุด ออกกำลังกายที่เราถนัดให้เหงื่อออก ถ้าอยากจะเกษียณแบบยังใช้ชีวิตได้ไม่ติดเตียง
4. อุจจาระ ต้องทำยังไงให้มีการถ่ายอุจจาระทุกวัน การที่คนท้องผูกมันจะหมักหมม สะสมของที่เป็นพิษไว้ในร่างกาย ต้องถ่ายให้เป็นนิสัย ก่อนตื่นนอนมากินน้ำเยอะๆ ค่อยๆ กิน มันจะช่วยกระตุ้นให้เราขับถ่าย
5. อากาศ อากาศนี่สำคัญมาก ตอนทำงานเราอาจจะเลี่ยงไม่ได้ แต่ก่อนเราจะเกษียณเราเตรียมตัวได้ วางแผนได้ว่าเราจะอยู่ในพื้นที่ที่มีอากาศสะอาด บริสุทธิ์ เพราะว่าเมื่อเราอายุมากขึ้นหัวใจกับปอดจะไม่ปกติ อย่างผมเกษียณแล้วก็ปลูกต้นไม้ ปลูกผัก ปลูกกล้วยน้ำหว้า ปลูกทุกอย่างรอบบ้านให้มีการฟอกอากาศ อากาศยังรวมถึงสิ่งแวดล้อมด้วย เช่น สุขาภิบาลสิ่งแวดล้อมในบ้าน เราก็ต้องมีการวางแผนจัดบ้านให้เหมาะสมกับวัย จัดให้บ้านปลอดโป่ง มีลมถ่ายเท ลดเหลี่ยม ลดมุม กันลื่นตกหกล้ม
ฝากถึงน้องๆ คนวัยหนุ่มสาวและคนที่ใกล้จะเกษียณเลยว่า เรื่องการดูแลร่างกายต้องค่อยๆ สะสมมาตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะเห็นหลายคน พอเกษียณแล้วเสียชีวิตเลย เพราะไม่มีการเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นกับร่างกาย หมั่นตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อรู้ทันโรค อย่ารอให้โรคมาหาเราก่อน แต่ที่สำคัญเลยคือ ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้ได้ ต้องมีวินัยในตัวเอง ดูน้อยลง
ขอบคุณภาพและเนื้อหา สสส.
