“ถาดทองคำ”..จุดกำเนิดการจองเวรข้ามชาติของพระเทวทัตที่มีต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เรื่องราวของยายที่อยากแลกถาดมาเป็นกำไลให้หลาน โดยไม่รู้ความจริงว่าถาดเก่าๆ ใบนี้คือถาดทองคำ พ่อค้าเสรีวะแสร้งทำอุบายหลอกลวงเพื่อมาเป็นของตน สองยายหลานจะตกเป็นหรือไม่ และท้ายที่สุดถาดทองคำล้ำค่านี้จะเป็นของใคร หาคำตอบได้ในเสรีววาณิชชาดก http://winne.ws/n5632

6.3 พัน ผู้เข้าชม

เสรีววาณิชชาดก
ชาดกว่าด้วยปฐมเหตุแห่งการอาฆาตจองเวรที่พระเทวทัตมีต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

“ถาดทองคำ”..จุดกำเนิดการจองเวรข้ามชาติของพระเทวทัตที่มีต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าภาพจากสำนักพิมพ์ SE-ED

ในอดีตกาล นับย้อนกลับไป๕ กัปจากภัทรกัปนี้มีพ่อค้าเร่ ๒ คน อาศัยอยู่ในเมืองเสรีวะ พ่อค้าทั้งสองชื่อ เสรีวะแม้ว่าจะมีชื่อเหมือนกัน แต่ทว่าทั้งสองกลับมีอุปนิสัยใจคอแต่ต่างกันราวฟ้ากับดิน

วันหนึ่งทั้งสองต่างนำสินค้าของตนข้ามแม่น้ำไปยังเมืองอัฏฐปุระเพื่อจำหน่ายและซื้อของนำกลับมาขายเมืองอัฏฐปุระมีหมู่บ้านหนึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของอดีตเศรษฐีซึ่งบัดนี้คงเหลือแต่ยายหลานคู่หนึ่งตรากตรำรับจ้างเขาเลี้ยงชีพพอประทังชีวิตไปวันๆ

พ่อค้าคนแรกเร่ขายสินค้าผ่านมาถึงบ้านยายหลานคู่นี้หลานสาวเห็นเครื่องประดับสวยๆ ก็อยากได้จึงอ้อนวอนยายซื้อให้หลานสาววิ่งเข้าไปในบ้านหยิบถาดเก่าคร่ำคร่ามาใบหนึ่งนำออกมาขออนุญาตยายแลกกับเครื่องประดับยายก็ตามใจ เมื่อพ่อค้ารับถาดมาถือ รู้สึกว่ามีน้ำหนักมากผิดธรรมดาจึงเอาเข็มลองขีดหลังถาดดูจึงรู้ว่าเป็นถาดทองคำมีมูลค่านับแสนทีเดียว แต่เพราะความโลภจัดคิดจะได้ของฟรีจึงแสร้งบอกว่าถาดใบนี้ไม่มีราคาและโยนถาดทิ้งลงพื้น แล้วเดินจากไป

พอตกบ่ายพ่อค้าอีกคนก็มาขายสินค้า ยายหลานก็ส่งถาดให้เพื่อขอแลกกับเครื่องประดับชิ้นหนึ่งเมื่อพ่อค้ารู้ว่าเป็นถาดทองคำ ด้วยมีใจเป็นธรรมและซื่อสัตย์เขาจึงบอกความจริงแก่ยายหลาน ทั้งสองตกลงแลกสินค้ากับถาดทองคำพ่อค้าใจซื่อจึงยกสินค้าและเงินทั้งหมดที่ตนมีอยู่ให้แก่ยายหลานคู่นี้ ขอไว้เพียงตาชั่งและเงินติดตัวพอเป็นค่าเดินกลับเมืองของตนเท่านั้น

ส่วนพ่อค้าใจคดเมื่อเดินออกมาจากบ้านยายหลาน ใจก็จดจ่ออยู่แต่ถาดทองคำ จึงย้อนกลับไปทำทีท่าว่ามีเมตตาจะอนุเคราะห์ให้แลกเครื่องประดับได้ยายกล่าวตำหนิพ่อค้าใจคดและบอกว่าตนได้แลกถาดทองคำกับพ่อค้าใจซื่อไปแล้ว

“ถาดทองคำ”..จุดกำเนิดการจองเวรข้ามชาติของพระเทวทัตที่มีต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าภาพจากสำนักพิมพ์ SE-ED

พ่อค้าใจคดได้ยินดังนั้นก็เกิดความเสียใจจนสุดระงับได้ถึงกับเป็นลมหมดสติไปพอฟื้นขึ้นมาความเสียดายได้พุ่งแล่นท่วมท้นหัวใจจนควบคุมสติไว้ไม่อยู่วิ่งไล่ตามพ่อค้าใจซื่อไป เมื่อมาถึงท่าน้ำเห็นเรือกำลังลอยลำอยู่กลางแม่น้ำจึงร้องตะโกนให้คนแจวเรือรับจ้างย้อนกลับมารับตนแต่พ่อค้าใจซื่อรู้ทันจึงสั่งให้เร่งฝีพายให้เร็วขึ้นอีกพ่อค้าใจคดเมื่อทำอะไรไม่ได้ก็ยิ่งแค้นหนักขึ้น มือทั้งสองกำเม็ดทรายชูขึ้นพร้อมกับกล่าวคำอาฆาตว่า

“ หากจำนวนเม็ดทรายในกำมือนี้คือภพชาติที่เจ้าและข้าจะต้องเกิดอีก ข้าก็จะขอติดตามจองล้างจองผลาญเจ้าไปจนถึงที่สุดจนกว่าจะเข้านิพพานกันไปข้างหนึ่ง”

ด้วยจิตที่เร่าร้อนแผดเผาด้วยเพลิงโทสะอันรุนแรงบีบคั้นหัวใจวาณิชใจคดผู้นี้แตกสลาย กระอักเลือดขาดใจตายอยู่ตรงนั้นเองจิตที่ผูกเวรนี้เมื่อละโลกไปแล้วก็ดำดิ่งสู่นรก ทนทุกข์ทรมานอยู่เป็นเวลานานแสนนาน

ส่วนพ่อค้าใจซื่อได้กลับบ้านตนนำถาดทองคำไปขายตั้งตัวทำการค้าร่ำรวยเป็นเศรษฐีและได้ทำบุญทำทานอยู่จนตลอดชีวิตของเขา นับตั้งแต่นั้นมาพ่อค้าทั้งสองหากเกิดมาพบกันชาติใด ไม่ว่าจะเกิดเป็นสัตว์ เป็นมนุษย์หรือแม้แต่เกิดเป็นญาติกันก็ตามพ่อค้าใจคดก็ตามล้างผลาญพ่อค้าใจซื่อตลอดมาทุก ๆชาติ
 

ประชุมชาดก

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประชุมชาดกว่า

พ่อค้าใจคดได้เกิดมาเป็นพระเทวทัต

พ่อค้าใจซื่อได้เกิดมาเป็นพระองค์เอง
 

ข้อคิดจากชาดก

๑. โลภนักมักลาภหาย

๒.คนพาลมองเห็นโทษของผู้อื่นอยู่ร่ำไป แต่มองไม่เห็นโทษของตนเอง

๓.คนพาลเมื่อรู้ธรรมก็ไม่ยอมปฏิบัติตามธรรมความรู้นั้นย่อมเป็นไปเพื่อความฉิบหายแก่เขาเพราะแม้รู้เรื่องภพชาติซึ่งเป็นเรื่องที่รู้ได้ยากยิ่งก็ยังนำความรู้นั้นไปเพื่อผูกอาฆาตจองเวร

ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.kalyanamitra.org

แชร์