ความอยาก 3 อย่าง ทำลายความสุขที่แท้จริง ? : สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ฯ
ความอยาก 3 อย่าง ทำลายความสุขที่แท้จริง ? : พระธรรมเทศนา สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก http://winne.ws/n8471
พระพุทธเจ้าได้ตรัสจำแนกตัณหาออกไปเป็น ๓ คือ กามตัณหา ตัณหาในกาม ภวตัณหา ตัณหาในภวะหรือภพ วิภวตัณหา ตัณหาในวิภพ หรือ วิภวะ
กิเลสกาม วัตถุกาม
กามตัณหา ตัณหาในกามนั้น คำว่า ตัณหา ได้มีคำแปลกันทั่วไป ว่าความดิ้นรนทะยานอยาก หรือความอยากที่ดิ้นรนไปของใจ กาม นั้นแปลว่าใคร่ มี ๒ คือ กิเลสกาม กิเลสเป็นเหตุใคร่ วัตถุกาม วัตถุหรือพัสดุอันได้แก่สิ่งที่ใคร่ หรือที่เป็นที่ตั้งแห่งความใคร่นั้น กิเลสกาม กิเลสเป็นเหตุใคร่นั้น ก็ได้แก่นันทิความเพลิน ราคะความติดใจยินดี และกิเลสที่มีชื่ออื่น ซึ่งมีความหมายไปในทางรักใคร่ยินดีติดใจเพลิดเพลิน กิเลสกามนี้เป็นตัวเหตุที่บังเกิดขึ้นในวัตถุหรือพัสดุอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือในที่ตั้งอย่างใดอย่างหนึ่ง แม้ว่าจะไม่เป็นวัตถุ เมื่อกล่าวโดยสรุปก็บังเกิดขึ้นในรูปบ้าง ในเสียงบ้าง ในกลิ่นบ้าง ในรสบ้าง ในโผฏฐัพพะคือสิ่งถูกต้องบ้าง ซึ่งเป็นวัตถุโดยตรง และก็รวมถึงในธรรมะคือเรื่องราวต่างๆ ที่ไม่ใช่วัตถุ เป็นเรื่องที่คิดนึกในจิตใจ จึงรวมเข้าเป็น ๖
เมื่อกิเลสกามบังเกิดขึ้นในสิ่งอันใด สิ่งอันนั้นก็เป็นวัตถุกามขึ้นมาทันที เช่นเมื่อมีความอยากดิ้นรนใจไปในรูป รูปก็เป็นวัตถุกามขึ้นทันที ในเสียงในกลิ่นในรสในโผฏฐัพพะสิ่งที่ถูกต้อง สิ่งเหล่านี้ก็เป็นวัตถุกามขึ้นทันที ถ้าหากว่ากิเลสกามไม่บังเกิดขึ้น สิ่งเหล่านั้นก็เป็นวัตถุอยู่เฉยๆ ไม่เป็นกาม
ท่านแสดงวัตถุกามไว้โดยยกที่เป็นวัตถุขึ้นเป็น ๕ คือรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ และก็เรียกกันว่ากามคุณมีอย่าง ๕ คือว่า ๕ อย่าง เรียกเป็นศัพท์ว่าเบญจพิธกามคุณ
กามคุณ กามคุณารมณ์
คำว่า กามคุณ นั้นบางทีก็เรียกกันว่า กามคุณารมณ์ อารมณ์ที่เป็นกามคุณ ซึ่งคำว่า คุณ นั้นมีความหมายเป็น ๒ คือมีความหมายว่า ทับถมกันขึ้นไปเป็นชั้นๆ ดั่งนี้ก็ได้ หมายถึงเป็น คุณ ที่ตรงกันข้ามกับ โทษ ก็ได้ และคำว่ากามคุณนั้นจึงหมายถึงเป็นกามที่บังเกิดขึ้น ทับถมซับซ้อนกันในจิตใจ ดั่งวัตถุกามทั้ง ๕ นั้น และก็หมายถึงว่าเป็นรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ ที่น่ารักใคร่ปรารถนาพอใจ อันนับว่าเป็นส่วนคุณ อันตรงกันข้ามกับโทษ
เพราะว่ารูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะนั้น ก็มี คุณ คือเป็นสิ่งที่น่ารักใคร่ปรารถนาพอใจ จึงให้คุณคือให้ความสุขส่วนหนึ่ง และกิเลสกามก็บังเกิดขึ้นในวัตถุเหล่านี้ ในส่วนที่เป็นคุณดังกล่าวนั้น คือในส่วนที่ให้ความสุข ก็เป็นสิ่งที่น่ารักใคร่ปรารถนาพอใจ ถ้าหากว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มีคุณเสียเลยแล้ว กิเลสกามก็ไม่บังเกิดขึ้น (เริ่ม ๑๘๔/๑) แต่ว่าที่พระพุทธเจ้าตรัสโทษของกามก็เพราะว่า เป็นสิ่งที่ให้คุณน้อยแต่ว่ามีโทษมาก จึงได้ตรัสยกโทษของกามขึ้นมาสั่งสอน เพื่อให้ละความติดใจเพลิดเพลินใจอยู่ในกาม
แม้ว่ากิเลสกามจะยกขึ้นแสดงที่เป็นวัตถุเพียง ๕ ข้อ แต่ข้อ ๖ คือธรรมารมณ์ อารมณ์คือเรื่องราวทางจิตใจโดยตรง ก็นับว่าเป็นกามด้วย คือนับเข้าในวัตถุกามนั้นด้วย เพราะว่าทั้งรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ ทั้งธรรมารมณ์ ก็เป็นที่ตั้งของกิเลสกาม กิเลสกามย่อมบังเกิดขึ้นได้ในทั้ง ๖ ข้อนี้ จึงสรุปเข้าในวัตถุกามด้วยกัน แต่ว่าตรัสแสดงยกขึ้นเพียง ๕ ข้อ ที่เป็นวัตถุโดยตรง ก็ทำให้เข้าใจได้ง่าย กามตัณหา ตัณหาในกามก็คือในวัตถุกามดังที่กล่าวมานั้น ด้วยอำนาจของกิเลสกาม กิเลสเป็นเหตุใคร่
ตัวตัณหานั้นเองก็เป็นกิเลสกามคือกิเลสที่เป็นเหตุใคร่ เพราะฉะนั้น คำว่ากามตัณหาจึงอธิบายว่าตัณหาในวัตถุกาม เพราะทำให้เข้าใจได้ทันที
ภวตัณหา วิภวตัณหา
ภวตัณหา ตัณหาในภพ อธิบายทั่วไปก็คือตัณหาในภพชาติที่เป็นอยู่นี้ มีความอยากดิ้นรนอยู่ในภพชาติที่เป็นอยู่นี้ ไม่อิ่ม ไม่เบื่อหน่าย และในภพชาติที่ปรารถนาต้องการต่อไป และแม้ว่าความอยากเป็นนั่นเป็นนี่ต่าง ๆ ก็นับรวมเข้าในภวตัณหา ตัณหาคือภพนี้ด้วย
วิภวตัณหา ตัณหาในวิภวะหรือวิภพ คือในความอยาก "ไม่เป็นนั่น ไม่เป็นนี่" ดังเช่นความรู้สึกอยากตาย เพราะความอึดอัดเบื่อหน่ายในชีวิต หรือในชาติภพนี้ ความอยากตายสูญ คือให้สิ้นสูญไปเลย ไม่ต้องเกิดอีก และแม้ความอยากที่จะไม่เป็นนั่นเป็นนี่ เช่น อยากที่จะให้สิ่งที่เป็นอยู่ ซึ่งไม่เป็นที่ชอบใจพอใจสิ้นไป หายไป หมดไป ก็นับเข้าเป็นวิภวตัณหาด้วย
พระอรหันต์ไม่ตายสูญ
แต่ว่าข้อที่พระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกทั้งหลายไม่เกิดอีกนั้น ไม่เรียกว่าสูญ คือไม่เรียกว่าตายสูญ แต่ว่าจะเรียกว่าอะไรก็ไม่มีภาษาจะพูด เพราะว่าเมื่อถอนธรรมะมีกิเลสเป็นต้นได้หมดแล้ว ก็ถอนทางแห่งถ้อยคำที่จะพูดกันทั้งหมดเช่นเดียวกัน
แต่ว่าท่านก็ได้มีกล่าวเปรียบเทียบเอาไว้ ว่าเหมือนอย่างเปลวไฟที่ถูกลมพัดดับไป ไม่ควรจะกล่าวว่าไฟไปข้างไหน ตามอุปมานี้หากจะคิดตามไปก็คิดตามไปได้ว่า แม้ไฟที่ติดเชื้อดับ แต่ธาตุไฟก็ยังมีอยู่ เพราะฉะนั้น แม้จะเสด็จดับขันธปรินิพพาน หรือดับขันธนิพพานไปแล้ว ธาตุธรรมอันไม่มีสมมุติบัญญัติ ไม่มีภาษาจะพูดถึง ก็ยังดำรงอยู่เป็นธาตุเป็นธรรม อันเป็นสิ่งที่ตั้งอยู่
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.dharma-gateway.com/monk/preach/somdej/sd-277.htm