ในหลวงขึ้นรับปริญญาที่ วิลเลียมส์คอลเลจ รัฐแมสซาจูเซตต์ อเมริกา มีเรื่องเล่า จนเป็นที่กล่าวขานในทำเนียบขาว ณ เวลานั้น

ในหลวงขึ้นรับปริญญาที่ วิลเลียมส์คอลเลจ รัฐแมสซาจูเซตต์ อเมริกา มีเรื่องเล่า จนเป็นที่กล่าวขานในทำเนียบขาว ณ เวลานั้น ใจความพระราชดำรัสในวันนั้นยาวและดีมากๆ และไฮไลท์คือตอนจบนั้นพระองค์ท่านตรัสว่า .... http://winne.ws/n9555

3.0 พัน ผู้เข้าชม
ในหลวงขึ้นรับปริญญาที่ วิลเลียมส์คอลเลจ รัฐแมสซาจูเซตต์ อเมริกา มีเรื่องเล่า จนเป็นที่กล่าวขานในทำเนียบขาว ณ เวลานั้น

เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ คือ ตอนที่ในหลวงของเราเสด็จเยือนอเมริกาเมื่อเดือนมิถุนายน 2510 (ก็เกือบๆห้าสิบปีที่แล้ว)

         ตอนนั้นวิลเลียมส์คอลเลจ รัฐแมสซาจูเซตต์ หนึ่งในมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดของสหรัฐฯ ได้เตรียมทูลเกล้าฯถวายปริญญาให้ในหลวง พระองค์จึงเสด็จออกจากนิวยอร์ค ขึ้นเครื่องบินไปพักอยู่ที่บ้านพักที่อธิการบดีมหาวิทยาลัยนี้จัดถวาย

 ก่อนอื่นต้องเล่าก่อนว่า ธรรมเนียมการรับปริญญาของที่นี่นั้น ปริญญาตรีจะรับก่อน แล้วจึงตามด้วยปริญญาโท, เอก และปริญญากิตติมศักดิ์ นั่นแปลว่าในหลวงของเราจะขึ้นรับเป็นอันดับหลังสุด

 และมหาวิทยาลัยก็มีธรรมเนียมให้นักศึกษาปริญญาตรีเกียรตินิยม 3 คนขึ้นมาพูดเรื่องอะไรก็ได้บนเวที

ตอนนั้นเป็นช่วงสงครามเวียดนามพอดี นักศึกษาก็เตรียมจะขึ้นพูดโจมตีเรื่องนโยบายสงครามเวียดนามของรัฐบาล ท่านอธิการบดีทราบข่าวเข้า ก็ไม่สบายใจ เรียกนักศึกษามาพูดคุยว่า

“ได้โปรดอย่าพูดเรื่องนี้เลย ปีนี้เรามีประมุขของชาติที่มีนโยบายเดียวกันในสงครามเวียดนามมาร่วมรับปริญญาด้วย บรรยากาศจะไม่ดีเสียเปล่าๆ”

นักศึกษาก็ไม่ยอมแถมบอกว่า “ถ้าไม่ให้พูดก็จะพาพรรคพวกไม่ขึ้นรับปริญญา หรือแม้ให้เราขึ้นพูดจนเสร็จแล้ว เหล่านักศึกษาจะทำอย่างไรต่อก็คงต้องขึ้นอยู่กับแขกพิเศษของท่าน เราอาจจะยกป้ายประท้วงแล้วพากันเดินออกจากห้องประชุมเสียก็ได้”

ท่านอธิการบดีฟังแล้วก็กลุ้มใจ เกรงว่าจะเกิดความรุนแรงขึ้น…. แต่ก็ต้องปล่อยเลยตามเลยไป

พอถึงวันจริง ในหลวงของเราก็ทรงประทับอยู่บนเวทีร่วมกับคณาจารย์และอธิการบดี และนักศึกษาก็ขึ้นพูดโจมตีนโยบายสงครามเวียดนามอย่างดุเดือด แถมระหว่างพูดก็ยังหันชำเลืองมามองในหลวงเป็นระยะๆ ซึ่งก็ได้เห็นภาพในหลวงของเรานั่งฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ

พอนักศึกษาผู้นั้นกล่าวจบ ในหลวงก็ปรบพระหัตถ์ให้นักศึกษาเช่นเดียวกับผู้ร่วมพิธีคนอื่นๆ แล้วก็ถึงคิวที่พระองค์จะขึ้นพูดต่อ

ใจความพระราชดำรัสในวันนั้นยาวและดีมากๆ และไฮไลท์คือตอนจบนั้นพระองค์ท่านตรัสว่า

“โลกในปัจจุบันเต็มไปด้วยการโฆษณาชวนเชื่อ   คนเราก่อนที่จะปักใจเชื่ออะไรลงไปควรจะพิจารณาดูเหตุดูผลให้ถ่องแท้เสียก่อน แม้คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าก็ยังแนะให้คนเราใช้สติปัญญาศึกษา ค้นคว้า และไตร่ตรองให้ทราบแน่ว่าคำสั่งสอนนั้นๆเป็นความจริงที่เชื่อได้โดยแน่แท้แล้วหรือ   ไม่สักแต่ว่าเชื่อเพราะมีผู้บัญญัติไว้”

พอพระราชดำรัสตอนนี้จบลง นักศึกษาพอใจมาก ถึงกับลุกขึ้นยืนปรบมือถวายอยู่เป็นเวลานาน รวมทั้งนักศึกษาที่ขึ้นพูดบนเวทีด้วย อธิการบดีและคณาจารย์ก็ดีใจที่เหตุการณ์กลับกลายเป็นที่น่าชื่นชมยินดี จึงพากันเดินเข้ามายินดีกับพระองค์ท่าน

ชาวอเมริกันในที่นั้นได้ทูลถามพระองค์ว่า “ระหว่างทรงมีพระราชดำรัสนี้ ได้มีโอกาสหันมามองพระพักตร์พระราชินีบ้างไหม ว่า พระราชินีมีปฏิกิริยาอย่างไร”

พระองค์มีพระราชดำรัสตอบว่า “เปล่าเลย ข้าพเจ้าคอยชำเลืองมองสีหน้ารัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของข้าพเจ้ามากกว่า”

เรื่องนี้นั้น เป็นการทูตที่ยอดเยี่ยมจนกระทั่งประธานาธิบดีลินดอน บี จอห์นสันหยิบยกมากล่าวยกย่องในโอกาสพิธีถวายเลี้ยงต้อนรับที่ทำเนียบขาวในอีกสองสัปดาห์ต่อมาดังนี้

“I’m sure that you have read the story of His Majesty’s remarkable address at Williams College. A speech had been prepared for his approval and for his use upon that occasion. But evidently he found it not to his liking. So he spoke extemporaneously–and the judges, I am told, would have given him the annual speaking prize if visitors had been eligible.”

“เชื่อว่าทุกท่านคงจะได้อ่านเรื่องของพระราชดำรัสที่ยอดเยี่ยมของพระองค์ท่าน ณ มหาวิทยาลัยวิลเลียมกันแล้ว อันที่จริงได้มีการตระเตรียมบทพระราชดำรัสไว้ล่วงหน้าสำหรับโอกาส(รับปริญญา)นี้ แต่เมื่ออยู่ในเหตุการณ์จริง ก็ทรงพบว่าไม่ถูกพระทัย จึงได้คิดพระราชดำรัสขึ้นสดๆทันที ซึ่งข้าพเจ้าได้รับการบอกกล่าวว่า หากในวันนั้นแขกรับเชิญ(คือในหลวง)มีสิทธิได้รับรางวัลปาฐกถายอดเยี่ยมประจำปีแล้ว รางวัลนั้นจะต้องเป็นของพระองค์อย่างแน่นอนที่สุด”

ที่มา :  http://www.thebkkresidence.com

แชร์